Categories
News

พบแล้ว! ซากเรือดำน้ำอินโดนีเซีย สุดเศร้าลูกเรือดับยกลำ

กองทัพเรืออินโดฯ ยืนยัน พบซากเรือดำน้ำ – ลูกเรือดับยกลำ

จากกรณีเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2564 ที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่นของประเทศอินโดนีเซียได้มีการประกาศออกมาว่า เรือดำน้ำ เคอาร์ไอ นังกาลา 402 ของกองทัพอินโดนีเซียเกิดการสูญหายระหว่างกำลังฝึกซ้อมรบทางยุทธวิธี ล่าสุดมีรายงานระบุว่าค้นพบซากเรือดำน้ำลำดังกล่าวแล้ว สภาพหักเป็น 3 ท่อน ยืนยันลูกเรือทั้ง 53 คนเสียชีวิต

ซึ่งจากกรณีดังกล่าวทำให้มีประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสิงคโปร์ มาเลเซีย ออสเตรเลีย ฯลฯ ได้ร่วมปฏิบัติการค้นหาเรือลำดังกล่าว จนกระทั่งวันนี้ (26 เมษายน 2564) ผู้สื่อข่าวได้มีการรายงานว่ากองทัพเรืออินโดนีเซีย ได้มีการเปิดเผยภาพของเรือดำน้ำ เคอาร์ไอ นังกาลา 402 เป็นสภาพของซากเรือที่กำลังจมอยู่ในก้นทะเลบาหลีที่ระดับความลึกกว่า 800 เมตร โดยเรือดำน้ำลำนี้ได้แยกออกจากกันเป็น 3 ส่วน คือบริเวณหัวเรือ ตัวเรือ และท้ายเรือ นอกจากนี้ทีมค้นหายังได้พบเสื้อชูชีพและพรมสำหรับปูละหมาดของลูกเรืออีกด้วย

พบแล้ว! ซากเรือดำน้ำอินโดนีเซีย สุดเศร้าลูกเรือดับยกลำ
พบแล้ว! ซากเรือดำน้ำอินโดนีเซีย สุดเศร้าลูกเรือดับยกลำ

หลังจากนั้นผู้บัญชาการกองทัพอินโดนีเซีย ได้มีการแถลงการณ์ยืนยันว่าลูกเรือทั้ง 53 นายเสียชีวิตแล้ว พร้อมแสดงความเสียใจไปต่อครอบครัวของลูกเรือที่เสียชีวิต ทั้งยังย้ำอีกว่าเหตุการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดขึ้นมาเพราะความผิดพลาดของมนุษย์ เนื่องจากลูกเรือทุกนายปฏิบัติตามขั้นตอนต่าง ๆ ทุกประการแล้ว

สำหรับโศกนาฏกรรมในครั้งนี้ถือเป็นโศกนาฏกรรมที่เกี่ยวกับเรือดำน้ำครั้งแรกของประเทศอินโดนีเซียเลยก็ว่าได้ และจากข้อมูลของกระทรวงกลาโหม ได้มีการระบุเอาไว้ว่า เรือดำน้ำเคอาร์ไอ นังกาลา 402 มีน้ำหนักรวมทั้งสิ้น 1,395 ตัน (ไม่รวมสัมภาระ) ถูกสร้างขึ้นที่ประเทศเยอรมนีในปี 1977 และเข้าประจำการในกองทัพเรืออินโดนีเซียในปี 1981 มันเคยผ่านการยกเครื่องปรับปรุงเป็นเวลา 2 ปีในประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งแล้วเสร็จในปี 2012 ที่ผ่านมา

พบแล้ว! ซากเรือดำน้ำอินโดนีเซีย สุดเศร้าลูกเรือดับยกลำ
พบแล้ว! ซากเรือดำน้ำอินโดนีเซีย สุดเศร้าลูกเรือดับยกลำ

ซึ่งทางตำรวจอินโดนีเซียได้ทำการส่งคณะทำงานไปยังทะเลบาหลีและเมืองบันยูวางี บนเกาะชวา ที่ตั้งเป็นฐานทัพเรือเพื่อเป็นศูนย์บัญชาการหลักในการปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยในครั้งนี้ เพื่อต้องการระบุเอกลักษณ์ของผู้เสียชีวิตหลังที่ได้เก็บกู้ศพขึ้นมาแล้ว

เหตุการณ์ครั้งนี้กระตุ้นให้ชาวบ้านในบันยูวางี ออกมาร่วมมือกันกับประชาชนทั่วทั้งประเทศอินโดนีเซีย เพื่อเรียกร้องให้ประเทศปรับปรุงกองกำลังป้องกันตนเองของอินโดนีเซียให้มีความทันสมัยมากยิ่งขึ้น โดยในรายงานมีชาวบ้านคนหนึ่งพูดว่า “มันสามารถเป็นจุดเรียนรู้สำหรับรัฐบาล ให้ปรับปรุงพัฒนาเทคโนโลยีของกองทัพ และระมัดระวังในการใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่ เพราะว่ามันทำให้ชีวิตคนของพวกเขาตกอยู่ในความเสี่ยง”

สุดท้ายนี้ขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิตอย่างสุดซึ้ง และหวังว่าโศกนาฏกรรมที่ร้ายแรงในครั้งนี้ จะเป็นโศกนาฏกรรมทางน้ำสุดท้ายที่เกิดขึ้นกับคนบนโลกของเรา

ข้อมูลจาก : Thai PBS

Categories
ข่าวบันเทิง

พลอย เฌอมาลย์ อวดภาพถ่ายสาวปริศนา ชาวเน็ตจิ้นหนักมาก

พลอย เฌอมาลย์ เผยโมเม้นต์สุดหวานกับสาวลูกครึ่ง!  

ถือว่าเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ทำเอาชาวเน็ตร้อน ๆ หนาว ๆ รู้สึกซาบซ่าส์ในหัวใจ เมื่อจู่ ๆ คุณมัมพลอยของชาวเน็ต หรือ พลอย เฌอมาลย์ ดารา – นักแสดงมากความสามารถของวงการบันเทิงไทย ที่ได้ออกมาเปิดเผยภาพสุดสวีตหวานแหววกับสาวปริศนาหน้าตาน่ารักคนหนึ่ง!

ซึ่งเมื่อชาวเน็ตเล็งดี ๆ ก็ทำให้ถึงบางอ้อ เพราะสาวน้อยคนนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นสาวน้อยวัยทีน คลอดีน ฮอร์โมน หรือ คลอดีน – อทิตยา เครก สาวลูกครึ่งที่โด่งดังมาจากซีรีส์วัยรุ่นเรื่องฮอร์โมนนั่นเองค่ะ งานนี้ทำเอาเหล่าลูกสาวของคุณมัมจับจิ้นกรี๊ดกร๊าดกันไม่พัก เพราะแต่ละรูปที่เผยออกมานั้นก็เรียกได้ว่าเป็นคู่รักข้าวใหม่ปลามันก็คงไม่ผิดเลยล่ะ

ยังไงไหนเม้าส์! พลอย เฌอมาลย์ อวดภาพถ่ายสาวปริศนา ชาวเน็ตจิ้นหนักมาก
ยังไงไหนเม้าส์! พลอย เฌอมาลย์ อวดภาพถ่ายสาวปริศนา ชาวเน็ตจิ้นหนักมาก

เพราะแต่ละภาพก็มีทั้งจุ๊บแก้มบ้างล่ะ กอดคอบ้างล่ะ มินิฮาร์ตบ้างล่ะ รวมไปถึงภาพโมเม้นต์ที่ทั้งคู่ไปสถานที่ต่าง ๆ ด้วยกันมากมาย ที่สำคัญภาพสุดหวานแหววนี้ก็ไม่ได้มีแค่ชาวเน็ตเท่านั้นที่จับจิ้น เพราะแม้แต่สามี – ภรรยาลูก 2 อย่าง แมททิวและลิเดียก็เข้ามาผสมโรงกับชาวเน็ตแซวสาวพลอยกันยกใหญ่ แต่ประเด็นนี้สาวพลอยรวมไปถึงคลอดีนก็ยังไม่ได้ชี้แจงอะไรใด ๆ ทั้งสิ้น เรียกว่ามีลุ้นคงไม่ผิดรึเปล่านะ?

แต่เดี๋ยวก่อน! ความปังของสาวพลอยไม่ได้หยุดแค่ความจิ้นกับนักแสดงรุ่นน้องเท่านั้น ซึ่งก่อนหน้านี้เราก็มักจะเห็นคุณมัมโดนกระแสเรื่องการเมืองอยู่บ่อยครั้ง จนทำให้พลอยต้องคอยตอบกลับคอนเม้นต์และอธิบายประเด็นต่าง ๆ ให้เข้าใจโดยทั่วกัน แต่ล่าสุดคุณมัมพลอยขึ้นแฮทแท๊กบนไบโออินสตราแกรมที่ทำเอาโซเชียลร้อนระอุ อย่างคำว่า #iamnotสลิ่ม ขึ้นมา เพื่อเป็นการย้ำว่าฉันไม่ใช่สลิ่มนะย่ะ! (อรรถรส)

พลอย เฌอมาลย์ กับแฮปแท๊กสุดปัง #iamnotสลิ่ม
พลอย เฌอมาลย์ กับแฮปแท๊กสุดปัง #iamnotสลิ่ม

แน่นอนเลยว่าประเด็นนี้ดูเหมือนจะจบแต่มันกลับไม่จบลงง่าย ๆ ซะงั้น เพราะนักสืบต่าง ๆ (ชาวเน็ตอีกนี่แหละ) ได้เริ่มทำการขุดคุ้ยอดีตของสาวพลอยที่เคยมีประเด็นเรื่องการเมืองมาให้เห็นบ่อย ๆ ทั้งภาพเป่านกหวีด ภาพถ่ายคู่กับนายกรัฐมนตรี รวมไปถึงภาพถ่ายคู่กับไฮโซคนหนึ่งย่านภูเก็ต งานนี้ชาวเน็ตก็มิวายสงสัยว่าสาวพลอยแค่สร้างกระแสเพื่อ Protect ไม่ให้ตัวเองโดนด่า หรือกลับตัวกลับใจแล้วจริง ๆ กันแน่!

แต่ถึงยังไงถ้าสาวพลอยเจตนาดีเชื่อได้เลยว่าวันหนึ่งชาวเน็ตจะต้องเข้าในการกระทำแน่นอน เพราะฉะนั้นพักเรื่องปวดสมองสักนิด แล้วกลับไปฟินกับว่าที่คู่รักใหม่ในอนาคต (รึเปล่านะ) กันต่อเลยค่าทุกคน

Categories
COVID-19

อินเดียยันไม่ล็อกดาวน์ ทุบสถิติผู้ติดเชื้อรายวันมากสุดในโลก

อินเดียยอดผู้ติดเชื้อพุ่งรายวันสูงสุดในโลก

การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโรนา (โควิด-19) เป็นสถานการณ์ใหญ่ที่หลายประเทศกำลังเฝ้าติดตามกันอย่างใกล้ชิด ซึ่งในขณะนี้แม้จะมีบางประเทศอย่างอิสราเอล ได้มีการผ่อนผันมาตรการบางอย่าง อาทิ ยกเลิกการสวมหน้ากากอนามัยในที่กลางแจ้งไป เพราะประชาชนกว่าครึ่งประเทศได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 กันครบทั้ง 2 เข็ม แต่ก็ยังคงมีอีกหลาย ๆ ประเทศเช่นกันที่สถานการณ์ในตอนนี้ยังคงน่าเป็นห่วง

โดยเฉพาะในประเทศอินเดีย ที่ในตอนนี้ทุบสถิติผู้ติดเชื้อรายวันมากที่สุดในโลก ถึงวันละ 3 แสนกว่าคน พร้อมผู้เสียชีวิตไม่ต่ำกว่า 2,000 คน

ซึ่งเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2564 ที่ผ่านมา สำนักข่าว BBC ได้มีการรายงานว่า ในขณะนี้ประเทศอินเดียพบผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ช่วงวันที่ 21 เมษายน 2564 ที่ผ่านมา มากถึง 314,835 คน และมีผู้เสียชีวิต 2,104 คน ถือว่าเป็นสถิติการติดเชื้อรายวันที่เยอะที่สุดในโลก

อินเดียยอดผู้ติดเชื้อพุ่งรายวันสูงสุดในโลก 
อินเดียยอดผู้ติดเชื้อพุ่งรายวันสูงสุดในโลก

โดยก่อนหน้านี้ประเทศสหรัฐฯ ในช่วงวันที่ 2 มกราคม 2564 ที่ผ่านมา เป็นประเทศที่ครองตำแหน่งอันดับ 1 หลังจากพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 ทั้งหมด 300,669 คน

ซึ่งในการรายงานข่าวของ BBC ได้มีการระบุว่าการระบาดของโควิด-19 ระลอก 2 ภายในประเทศอินเดีย ส่งผลให้ระบบสาธารณะสุขเข้าขั้นสาหัส ผู้ป่วยทะลักโรงพยาบาลจนเป็นเหตุให้ผู้ป่วยบางรายต้องเข้ารับการรักษาที่หน้าอาคาร อีกทั้งยังกำลังเจอกับปัญหาซัพพลายถังออกซิเจนขาดแคลน โดยขณะนี้หลาย ๆ โรงพยาบาลในกรุงเดลีไม่เหลือซัพพลาย ทำให้ผู้ป่วยบางคนเสียชีวิตหลังไม่ได้รับออกซิเจนต่อ

แต่ถึงแม้ว่าการแพร่ระบาดจะลุกลามเพียงใด นเรนทระ โมที นายกรัฐมนตรีอินเดีย ก็ยังยืนยำคำเดิมว่าจะไม่มีการล็อกดาวน์ใด ๆ เกิดขึ้น เพียงแต่จะควบคุมมาตรการตามโซนต่าง ๆ ของประเทศ เพื่อให้เชื้อไม่แพร่กระจายเท่านั้น จึงย้ำให้ชาวอินเดีย ‘ยกระดับ’ ความพยายามในการควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ภายในประเทศ เพื่อให้ประเทศไม่ต้องกลับไปล็อกดาวน์อีกครั้ง

ประเทศอินเดียยืนยัน ‘ไม่ล็อกดาวน์’
ประเทศอินเดียยืนยัน ‘ไม่ล็อกดาวน์’

“เราควบคุมการระบาดของโรคได้แล้วก่อนหน้านี้ แต่โควิดระลอก 2 เข้ามาเหมือนพายุ และแม้จะเป็นอุปสรรคครั้งยิ่งใหญ่ก็ตาม แต่ถ้าหากพวกเราร่วมมือกัน ก็จะสามารถฝ่าฟันอุปสรรคนี้ไปได้” โมทีกล่าว

และยังระบุด้วยว่า ประเทศจะไม่มีการล็อกดาวน์ แค่จะมีการออกมาตรการตามโซนต่าง ๆ ของประเทศเพื่อควบคุมการระบาดของโรค แต่ทั้งนี้ กรุงนิวเดลี, รัฐมหาราษฏระ และรัฐอุตตรประเทศ ต่างได้ออกมาตรการล็อกดาวน์ หลังโควิดระบาดอย่างรวดเร็ว โดยมีการบังคับปิดกิจการธุรกิจที่ไม่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต รวมถึงมีการเคอร์ฟิวในช่วงเวลากลางคืนในพื้นที่บางจุด

ประเทศอินเดีย เป็นประเทศใหญ่ที่มีประชากรมากถึง 1.3 พันล้านคน และจำนวนผู้ติดเชื้อล่าสุดของอินเดียในตอนนี้ มีผู้ติดเชื้อโควิด-19 ทั้งสิ้น 15.9 ล้านคน และผู้เสียชีวิตอีก 184,672 คน

ข้อมูลจาก : ประชาชาติธุรกิจ

 

Categories
News

นานาชาติเร่งค้นหาเรือดำน้ำอินโดนีเซียหายสาบสูญ ใกล้เกาะบาหลี

หลายประเทศร่วมค้นหาเรือดำน้ำอินโดนีเซียหายสาบสูญ

มหาสมุทรนับว่าเป็นอีกหนึ่งธรรมชาติที่ใครก็ยากจะหยั่งถึง เพราะด้วยความกว้างใหญ่ไพศาลของมันจึงทำให้มนุษย์เองก็ไม่สามารถที่จะคาดเดาได้เลยว่าใต้ท้องทะเลที่สวยงามจะมีอะไรที่ลึกลับ ซับซ้อนหรือไม่ แล้วเราเองก็มักจะได้ยินเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใต้ท้องทะเลมากมาย อย่างเช่นตอนนี้ก็มีเหตุการณ์หนึ่งที่คนทั่วโลกต่างเฝ้าจับตามองกันอย่างใกล้ชิด เมื่อมีการประกาศว่า ‘เรือดำน้ำขนาดใหญ่ของอินโดนีเซียสูญหาย’

หลายประเทศร่วมค้นหาเรือดำน้ำอินโดนีเซียหายสาบสูญ
หลายประเทศร่วมค้นหาเรือดำน้ำอินโดนีเซียหายสาบสูญ

เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2564 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงจาร์กาตา ประเทศอินโดนีเซีย ว่าเกิดเหตุเรือดำน้ำ ‘เคอาร์ไอ นังกาลา 402’ ของกองทัพเรืออินโดนีเซีย ซึ่งประจำการในกองตั้งแต่ปี 2524 เกิดการสูญหายระหว่างฝึกซ้อมรบทางยุทธวิธี โดยในเรือลำนั้นมีลูกเรือทั้งสิ้น 53 คน โดยรัฐบาลของอินโดนีเซียได้มีการสันนิษฐานในเบื้องต้นว่าเรือลำนี้อาจสูญหายที่บริเวณนอกชายฝั่งทางเหนือของเกาะบาหลี ที่ระดับความลึกประมาณ 600-700 เมตร สำหรับเรือเคอาร์ไอ นังกาลา 402 เป็นเรือดำน้ำชนาดใหญ่ ขับเคลื่อนด้วยพลังงานดีเซล ระวางขับน้ำ 1,395 ตัน เคยเข้ารับการซ้อมบำรุงครั้งล่าสุด ที่เกาหลีใต้ เมื่อปี 2555

โดยในปัจจุบันอินโดนีเซียถือได้ว่าเป็นหมู่เกาะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ทั้งยังมีเรือดำน้ำประจำการอยู่ในกองทัพมาถึง 5 ลำ และมีแผนจะประจำการเพิ่มอีก 8 ลำ ภายในปี 2567

หลายประเทศร่วมค้นหาเรือดำน้ำอินโดนีเซียหายสาบสูญ
หลายประเทศร่วมค้นหาเรือดำน้ำอินโดนีเซียหายสาบสูญ

พล.ร.ต.ฮูลิอุส วิดโยโยโน โฆษกกองทัพเรือของอินโดนีเซีย ได้กล่าวเพิ่มเติมว่าเรืออาจจะประสบปัญหากระแสไฟฟ้าที่ขัดข้อง ส่งผลให้เรือสูญเสียการควบคุม และอาจจะดำดิ่งลึกลงไป แต่ในขณะนี้ทุกฝ่ายเชื่อว่าบริเวณที่เรือสูญหายอาจจะอยู่เขตน้ำตื้น เมื่อนำไปเทียบกับความลึกของทะเลในอาณาเขตส่วนอื่นของอินโดนีเซียที่มีความลึกถึง 1,500 เมตร

และเมื่อช่วงเช้าตรู่วันพฤหัสบดี ที่ 22 เมษายน 2564 (ตามเวลาท้องถิ่น) ได้มีการทีมค้นหาของกองทัพอินโดนีเซียสังเกตพบคราบน้ำมัน จึงได้มีการระดมเรือและทัมนักประดาน้ำเข้าไปประจำการบริเวณจุดนนั้นแล้ว ซึ่งคราบน้ำมันที่ลอยเหนือน้ำขึ้นมาบนผิวน้ำอาจเป็นได้ทั้งสัญญาณขอความช่วยเหลือจากลูกเรือ และอาจจะเป็นส่วนหนึ่งของความเสียหายของเรือดำน้ำลำนี้ก็ได้

หลายประเทศร่วมค้นหาเรือดำน้ำอินโดนีเซียหายสาบสูญ
หลายประเทศร่วมค้นหาเรือดำน้ำอินโดนีเซียหายสาบสูญ

ในขณะนี้ได้มีประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศ รวมไปถึงประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย และออสเตรเลีย ได้ตอบรับความช่วยเหลือของประเทศอินโดนีเซีย โดยสิงคโปร์ได้มีการยืนยันส่งเรือกู้ภัยดำน้ำ ‘เอ็มวี สวิฟต์ เรสคิว’ ไปช่วยเหลือ ซึ่งมีกำหนดการเดินทางไปเกาะบาหลีให้ทันในวันที่ 24 เมษายน 2564 นี้ ด้านประเทศมาเลเซีย ได้ส่ง ‘เรือเมกา บักตี’ ที่มีกำหนดเดินทางเข้าไปยังพื้นที่ภายในวันอาทิตย์ ที่ 25 เมษายน 2564 ขณะเดียวกัน ประเทศสหรัฐ ฝรั่งเศส ตุรกี อินเดีย รัสเซีย และเยอรมนี ที่เป็นหนึ่งในผู้สร้างเรือดำน้ำลำนี้ ก็ได้เสนอมอบความช่วยเหลือไปยังประเทศอินโดนีเซียด้วยเช่นกัน

ข้อมูลจาก : เดลินิวส์

Categories
COVID-19

อิสราเอลยกเลิกข้อบังคับ ‘สวมหน้ากากอนามัย’ ขณะอยู่นอกอาคาร

อิสราเอล ยกเลิกใส่หน้ากากในที่โล่งแจ้ง – ใส่เฉพาะพื้นที่ปิด

ในขณะนี้แม้ว่าหลาย ๆ ประเทศกำลังเจอกับวิกฤตการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 กันอย่างหนัก แต่ก็มีหลายประเทศเช่นกันที่ตอนนี้เริ่มมีการคลายมาตรการบางส่วน แต่ประเทศที่ถือได้ว่ามีการควบคุมได้ดี และตอนนี้ก็ทำให้หลาย ๆ ประเทศอิจฉากันสุด ๆ คงเป็น ‘อิสราเอล’ ที่ตอนนี้ได้มีการยกเลิกข้อบังคับการสวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่นอกอากาศ หรือพื้นที่ปลอดโปร่งไปแล้วเรียบร้อย

โดยเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2564 ที่ผ่านมา สำนักข่าว The times of israel ประเทศอิสราเอล ได้มีการรายงานว่า อิสราเอลเตรียมยกเลิกมาตรการสกัดโรคโควิด-19 ที่บังคับให้ประชาชนใส่หน้ากากอนามัยขณะอยู่ในสถานที่เปิด เช่น ท้องถนน, สวนสาธารณะ ฯลฯ

อิสราเอลยกเลิกข้อบังคับ ‘สวมหน้ากากอนามัย’ ขณะอยู่นอกอาคาร
อิสราเอลยกเลิกข้อบังคับ ‘สวมหน้ากากอนามัย’ ขณะอยู่นอกอาคาร

โดย ยูริ เอเดลสไตน์ รัฐมนตรีสาธารณสุขของอิสราเอล ได้ระบุว่า ตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 18 เมษายน 2564 เป็นต้นไป ประชาชนประเทศอิสราเอล ไม่จำเป็นต้องสวมหน้ากากอนามัยใด ๆ ทั้งสิ้น เมื่ออยู่ในสถานที่เปิดโล่ง เนื่องจากในขณะนี้แผนการฉีดวัคซีนในช่วงที่ผ่านมาได้เกิดผลสำเร็จอย่างดีเยี่ยม ทั้งยังมีการกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า

“เดิมมาตรการนี้มีเพื่อป้องกันผู้คนจากโรคโควิด-19 แต่ขณะนี้บรรดาผู้เชี่ยวชาญต่างลงความเห็นว่าการใส่หน้ากากในที่พื้นที่เปิดโล่งไม่จำเป็นอีกต่อไป จึงได้เสนอให้อธิบดีฯ เซ็นคำสั่งยกเลิกมาตรการนี้เสีย”

แต่ทั้งนี้ รัฐมนตรีสาธารณสุข ยังย้ำว่าประชาชนทุกคนยังคงต้องสวมใส่หน้ากากอนามัยทุกครั้ง ขณะอาศัยอยู่ในพื้นที่ปิด อาทิ ห้างสรรพสินค้า, รถโดยสารสาธารณะ, โรงเรียน รวมไปถึงห้องที่ไม่ได้มีอากาศถ่ายเท เพื่อเป็นการเฝ้าระวังไม่ให้เชื้อโควิด-19 กลับมาลุกลามซ้ำอีกรอบ

ประชาชนอิสราเอลได้รับวัคซีนรวดเร็วที่สุดในโลก
ประชาชนอิสราเอลได้รับวัคซีนรวดเร็วที่สุดในโลก

นอกจากนี้ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพของประเทศอิสราเอลหลายราย ยังได้ออกมาย้ำอีกว่ามาตรการการบังคับใส่หน้ากากอนามัยในสถานที่เปิดนั้นไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป อีกทั้งสื่อในประเทศยังได้รายงานอีกว่าหน่วยงานตำรวจจะลดความเข้มข้นเกี่ยวการบังคับใช้มาตรการนี้ลงในช่วงเวลาที่ไล่เลี่ยกัน แต่จะหันไปโฟกัสในเรื่องการละเมิดกฎมาตรการการกักตัวแทน

ซึ่งสาเหตุที่ทำให้สถานการณ์การระบาดในอิสราเอลคลี่คลายได้อย่างรวดเร็ว ภายในระยะเวลาเพียงแค่ 1 เดือนนั้น เป็นเพราะรัฐบาลอิสราเอลได้มีการระดมฉีดวัคซีนให้กับประชาชนอย่างรวดเร็ว ซึ่งปัจจุบันมีประชาชนมากกว่า 50% หรือประมาณ 4,961,238 คน ได้รับวัคซีนครบทั้ง 2 เข็ม ส่วนที่เหลือก็ได้รับวัคซีนไป 1 เข็ม ถือเป็นสถิติการฉีดวัคซีนโควิด-19 ได้เร็วที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้

ถือว่าเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่น่ายินดีมาก ๆ เพราะนอกจากจะสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อได้แล้ว ยังช่วยให้ประชาชนใช้ชีวิตได้สะดวกมากขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย หวังว่าประเทศไทยคงจะได้รับข่าวดีในเร็ว ๆ นี้เช่นกันนะคะ ตอนนี้ก็ตรวจโควิดที่บ้านกันไปก่อน

ข้อมูลจาก : ประชาชาติธุรกิจ

Categories
News

นักโบราณคดีขุดพบซากนครทองคำอายุ 3,000 ปี ที่อียิปต์

ซากนครทองคำหายสาบสูญอายุ 3 พันปี ถูกพบแล้วที่อียิปต์

ประเทศอียิปต์ถือได้ว่าเป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์มากมาย และแน่นอนเลยว่าดินแดนแห่งนี้ย่อมเต็มไปซากปรักหักพังที่บ่งบอกถึงอายุไขของดินแดนนี้ได้เป็นอย่างดี โดยแทบจะทุกพื้นที่ของอียิปต์นักโบราณคดีก็ได้ทำการขุดค้นตามจุดต่าง ๆ เพื่อต้องการหาหลักฐานทางประวัติศาสตร์เพื่อนำไปศึกษาเพิ่มเติม

หุบเขากษัตริย์ที่ตั้งอยู่ใกล้เมืองลักซอร์ ก็เป็นอีกหนึ่งดินแดนที่เป็นแหล่งขุดค้นทางโบราณคดีที่ก่อนหน้านี้ก็ได้มีการพบหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญของประเทศอียิปต์อย่างสม่ำเสมอ และไม่นานมานี้นักโบราณคดีก็ได้ตื่นตาตื่นใจอีกครั้ง เมื่อมีการขุดพบซากปรักหักพังของเมืองโบราณเก่าแก่ ที่ประกอบไปด้วยโครงสร้างอิฐโคลน สิ่งประดิษฐ์ รวมไปถึงเครื่องมือต่าง ๆ ตั้งแต่ในยุคของฟาโรห์

นักโบราณคดีขุดพบซากนครทองคำอายุ 3,000 ปี ที่อียิปต์
นักโบราณคดีขุดพบซากนครทองคำอายุ 3,000 ปี ที่อียิปต์

โดยการขุดพบในครั้งนี้เป็นทีมนักโบราณคดีและนัดอียิปต์วิทยาจากมหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกินส์ ที่ได้มีการเปิดเผยว่านี่เป็นการขุดพบเจอซากของเมืองโบราณที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยพบในอียิปต์ จนได้ขนานนามที่แห่งนี้ว่า ‘นครทองคำที่สาบสูญ’ (Lost Golden City) หรืออีกชื่อคือ “เดอะ ไรส์ ออฟ อาเทน” (The Rise of Aten) ส่วนสาเหตุที่เรียกแบบนี้เพราะเป็นเมืองที่อยู่ในยุคทองของฟาโรห์เมื่อประมาณ 3,000 ปีก่อนนั่นเอง

ซึ่งนครโบราณแห่งนี้ตั้งอยู่ระหว่างวิหารฟาโรห์แรเมซัสที่ 3 (Ramesses III) และอนุสาวรีย์แห่งฟาโรห์อเมนโฮเทปที่ 3 (Amenhotep III) แห่งราชวงศ์ที่ 18 ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำไนล์ในเมืองลักซอร์ ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นที่ตั้งถิ่นฐานด้านการปกครองและอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดของอาณาจักรฟาโรห์

นักโบราณคดีขุดพบซากนครทองคำอายุ 3,000 ปี ที่อียิปต์
นักโบราณคดีขุดพบซากนครทองคำอายุ 3,000 ปี ที่อียิปต์

นอกจากนี้ก็ได้มีการขุดพบซากวัตถุโบราณอื่น ๆ โดยมีทั้งฝาดินเหนียวที่เป็นส่วนหนึ่งของภาชนะบรรจุไวน์, แหวน, แมลงปีกแข็ง, เครื่องปั้นดินเผาตกแต่งทาสี, เครื่องปั่นด้าย และเครื่องทอผ้า อิฐบางก้อนมีตราประทับคาร์ทูชที่เป็นจารึกพระนามของฟาโรห์อเมนโฮเทปที่ 3 หรือเครื่องหมายขององค์ฟาโรห์นั่นเอง ทั้งนี้ ทีมเผยว่านครทองคำแห่งนี้เคยปกครองโดยหลานชายของฟาโรห์อเมนโฮเทปที่ 3 รวมถึงฟาโรห์ตุตันคามุนและฟาโรห์อาย (Ay) สืบต่อบัลลังก์กันมา

ย้อนกลับไปในส่วนของหุบเขากษัตริย์ หุบเขาแห่งนี้เป็นหุบเขาแห่งสุสานที่ได้ฝังหลุมศกของกษัตริย์รวมไปถึงราชวงศ์ในอาณาจัดรใหม่ของอียิปต์ ที่แห่งนี้เป็นที่สุดโด่งดังทั้งยังถูกยกให้เป็นมรดกโลก นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่หากใครได้มีโอกาสไปอียิปต์ต้องแวะชมความสวยงามดูสักครั้ง

ข้อมูลจาก : ไทยรัฐ

Categories
News

นักวิทย์ยันอูมัวมัวคือยานมนุษย์ต่างดาวไม่ใช่ดาวเคราะห์น้อย

นักวิทย์ยัน ‘อูมัวมัว’ คือ ยานมนุษย์ต่างดาวจริง

เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2564 ที่ผ่านมา เดลี่เมลเว็บไซต์ชื่อดัง ได้มีการรายงานเกี่ยวกับความคืบหน้าของ Oumuamu (อูมัวมัว) วัตถุแรกจากนอกสุริยะที่เคลื่อนผ่านโลกด้วยความเร็ว เมื่อประมาณ วันที่ 19 ตุลาคม 2560 จนสร้างความฮือฮาและประหลาดใจเป็นอย่างมาก ซึ่ง ณ ขณะนี้ประเด็นนี้ได้รับการตอกย้ำอีกครั้ง จากศาสตราจารย์อาวี โล้บ ศาสตราจารย์ด้านดาราศาสตร์ประจำมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ในสหรัฐฯ ว่า อูมัวมัว คือยานอวกาศของมนุษย์ต่างดาวที่มาจากนอกโลกจริง ๆ แต่ชุมชนนักวิทยาศาสตร์กลับไม่สนใจ ซ้ำยังคิดว่าอูมัวมัวเป็นเพียงแค่ดาวเคราะห์น้อยเท่านั้น

ศาสตราจารย์โล้บ ถือเป็นศาสตราจารย์ที่ได้รับความเคารพ ทั้งยังเคยร่วมงานกับศาสตราจารย์สตีเฟ่น ฮอว์กกิ้งก่อนจะล่วงลับไป ซึ่งถูกอ้างอิงในหนังสือเล่มใหม่ ‘Extraterestrial: The First Sign of Intelligent Life Beyond Earth’ หรือ ‘มนุษย์ต่างดาว : สัญญาณแรกของสิ่งมีชีวิตที่ทรงภูมิปัญญานอกโลก ซึ่งภายในหนังสือได้ระบุเอาไว้ว่า อูมัวมัว คือยานอวกาศที่ถูกสร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยีของมนุษย์ต่างดาวที่เคยเดินทางมาสังเกตการณ์และสำรวจโลกของเราเมื่อประมาณ 5 ปีก่อน

นักวิทย์ยัน ‘อูมัวมัว’ คือ ยานมนุษย์ต่างดาวจริง
นักวิทย์ยัน ‘อูมัวมัว’ คือ ยานมนุษย์ต่างดาวจริง : www.thairath.co.th

ซึ่งอูมัวมัวเป็นวัตถุรูปร่างประหลาด ลักษณะเหมือนกับ ‘ซิการ์’ มีความยาวมากถึง 400 เมตร แต่มีความกว้างเพียงแค่ 40 เมตร หรือคิดเป็น 1 ใน 10 ของความยาว มันเป็นวัตถุที่นักดาราศาสตร์ไม่เคยพบมาก่อน ซึ่งอูมัวมัวถูกค้นพบโดยกล้องโทรทรรศน์ Pan-STARRS1 ซึ่งเป็นกล้องที่นักดาราศาสตร์ของมหาวิทยาลัยฮาวาย ไว้ใช้ค้นหาดาวเคราะห์น้อยที่เป็นอันตรายต่อโลก อีกทั้ง อูมัวมัวยังเป็นวัตถุระหว่างดวงดาวที่ไม่ได้มีวงโคจรขึ้นตรงกับแรงโน้มถ่วงดาวฤกษ์ใด ๆ ทั้งยังสามารถเคลื่อนที่ด้วยความเร็วถึง 196,000 ไมล์ต่อชั่วโมง นั่นจึงทำให้มันสามารถพ้นจากแรงโน้มถ่วงของดวงอาทิตย์ได้ ซึ่งคำว่า ‘อูมัวมัว’ นั้น ทีมนักดาราศาสตร์ได้เป็นผู้ตั้งให้ เป็นภาษาชนพื้นเมืองบนเกาะฮาวายมีความหมายว่า หน่วยสอดแนม หน่วยลาดตระเวน หรือหน่วยสังเกตการณ์

นักวิทย์ยัน ‘อูมัวมัว’ คือ ยานมนุษย์ต่างดาวจริง
นักวิทย์ยัน ‘อูมัวมัว’ คือ ยานมนุษย์ต่างดาวจริง

นอกจากนี้ศาสตราจารย์โล้บยังได้ระบุเพิ่มเติมเกี่ยวกับกรณีของอูมัวมัวนี้ว่า “การคิดว่าพวกเรามีแค่หนึ่งเดียวหรือเป็นสิ่งมีชีวิตที่พิเศษ และได้รับสิทธิพิเศษนั้น ถือเป็นความคิดที่หยิ่งผยอง เพราะความถูกต้องที่มานั้นคือ ความทันสมัย และพูดได้ว่า พวกเราไม่ได้มีความพิเศษอะไรเลย เพราะมีวัฒนธรรมอื่น ๆ ที่เหนือกว่ามากอยู่ที่นั่น และพวกเราจำเป็นแค่ต้องค้นหาพวกมันต่อไป”

เพราะการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วอย่างผิดปกติ ทั้งยังสามารถหลุดเข้ามาในระบบสุริยะจักรวาลของเราได้ อูมัวมัวจึงได้ถูกจัดให้เป็นวัตถุระหว่างดวงดาวนอกสุริยะ ที่โคจรเข้ามาในระบบสุริยะของเราเป็นครั้งแรก (Interstellar Object)

ข้อมูลดี ๆ จาก : ไทยรัฐ ออนไลน์

Categories
News

สุดช็อก! ธารน้ำแข็งหิมาลัยถล่ม ยอดตายเพิ่มขึ้น สูญหายอีกกว่า 200 คน

ธารน้ำแข็งอินเดีย คร่าชีวิตประชาชนแล้วกว่า 18 ราย

ตริเวนทรา ราวัต มุขมนตรีรัฐอุตตราขัณฑ์ ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่าเมื่อวานนี้ (7 ก.พ. 64) ได้เกิดภัยพิบัติที่นับว่าเป็นหายนะครั้งรุนแรง และคาดว่าจะก่อให้เกิดความสูญเสียครั้งใหญ่ ซึ่งเป็นเหตุการณืของกระแสน้ำจากเทือกเขาสูงได้ไกลเข้าท่วมเขื่อนริชิกังกา (Rishiganga) ที่เป็นเขื่อนผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กแห่งหนึ่งในเขตชาโมลี ซึ่งเขื่อนแห่งนี้มีคนงายอาศัยอยู่ 35 คน แต่เนื่องจากกระแสน้ำได้พัดลงไปเรื่อย ๆ ตามแม่น้ำเธาลีกังกา และได้สร้างความเสียหายต่อเขื่อนโปวัน วิษณุคัต (Tapovan Vishnugad) ที่มีอุโมงค์อีก 2 แห่ง

ซึ่งทางกองทัพอินเดียและกองกำลังตอบสนองภัยพิบัติแห่งชาติ (NDRF) ได้ระดมเจ้าหน้าที่เข้าร่วมในปฏิบัติการกู้ภัย และมีทีมค้นหาของ NDRF เดินทางโดยเครื่องบินจากกรุงนิวเดลีไปถึงยังรัฐอุตตราขัณฑ์ รวมถึงนักประดาน้ำจากกองทัพบกและกองทัพเรืออินเดียช่วยค้นหา

สุดช็อก! ธารน้ำแข็งหิมาลัยถล่ม ยอดตายเพิ่มขึ้น สูญหายอีกกว่า 200 คน
สุดช็อก! ธารน้ำแข็งหิมาลัยถล่ม ยอดตายเพิ่มขึ้น สูญหายอีกกว่า 200 คน

โดยรัฐบาลท้องถิ่นรัฐอุตตราขัณฑ์แถลงวันนี้ (8 ก.พ. 64) ว่าในขณะนี้ เจ้าหน้าที่ได้เก็บร่างผู้เสียชีวิตจากสถานที่ต่าง ๆ ได้แล้วอย่างน้อย 18 ศพ แต่ยังคงมีผู้สูยหายอีกไม่ต่ำกว่า 200 คน ซึ่งบุคคลส่วนใหญ่เป็นคนงานในโรงงานไฟฟ้า 2 แห่ง ที่ถูกน้ำซัดหายไป ซึ่งคาดว่าจุดที่น่าจะมีคนติดอยู่คือบริเวณอุโมงค์ 2 แห่ง ที่ถูกดินโคลนพัดลงมาทับ และเนื่องจากถนนสายหลักถูกตัดขาด จึงทำให้ทีมกู้ภัยจำเป็นต้องใช้วิธีปีนเชือกลงจากเนินเขาเพื่อลงไปถึงทางเข้าอุโมงค์

และในขณะนี้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นได้มีการรายงานว่า เขื่อนทั้ง 2 แห่ง ถูกปล่อยน้ำออกจนหมดเพื่อสกัดไม่ให้กระแสน้ำไหลไปถึงเมืองริชิเกซ (Rishikesh) และหริทวาร (Haridwar) ที่นับว่าเป็น 2 เมืองศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาฮินดู ขณะเดียวกันประชาชนทุกพื้นที่ถูกสั่งไม่ให้เข้าใกล้แม่น้ำในช่วงเวลานี้เด็ดขาด

สุดช็อก! ธารน้ำแข็งหิมาลัยถล่ม ยอดตายเพิ่มขึ้น สูญหายอีกกว่า 200 คน
สุดช็อก! ธารน้ำแข็งหิมาลัยถล่ม ยอดตายเพิ่มขึ้น สูญหายอีกกว่า 200 คน

นายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี แห่งอินเดีย โพสต์ข้อความผ่านทางทวิตเตอร์ว่า ตนกำลังเฝ้าติดตามปฏิบัติการกู้ภัยอย่างใกล้ชิด และย้ำว่า “อินเดียยืนหยัดอยู่ข้างรัฐอุตตราขัณฑ์ และประชาชนทั้งประเทศภาวนาให้ทุกคนที่นั่นปลอดภัย” ซึ่งในตอนนี้ก็ยังไม่ทราบแน่ชัดว่า อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้ธารน้ำแข็ง “นันทาเทวี” แตกในช่วงเวลานี้ของปี ทั้งที่อากาศยังคงหนาวเหน็บและไม่มีฝนตกแต่อย่างใด

แต่หากย้อนกลับไปเมื่อประมาณเดือนมิถุนายน 2013 รัฐอุตตราขัณฑ์ซึ่งมีพรมแดนติดกับประเทสเนปาลและทิเบต เคยเผชิญกับฝนตกหนักจนทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่ที่คร่าชีวิตผู้คนไปมากกว่า 6,000 คน จนหายนะในครั้งนั้นได้รับสมญานามว่า ‘สึนามิ หิมาลัย’ เพราะมันปลดปล่อยกระแสน้ำโคลนที่เชี่ยวกราดบนภูเขา พร้อมทั้งซัดผู้คน บ้านเรือน และทรัพย์สินให้จมอยู่เบื้องล่าง

วิมเลนทู จา ผู้ก่อตั้งกลุ่มเอ็นจีโอด้านสิ่งแวดล้อม Swechha ระบุว่า ภัยพิบัติครั้งนี้เป็นสิ่งย้ำเตือนให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงผลกระทบของปัญหาสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง และผลที่เกิดมาจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ เช่น ถนน, ทางรถไฟ และโรงไฟฟ้า ในพื้นที่ที่มีความเปราะบางทางระบบนิเวศ

หากเหตุการณ์มีสถานการณ์คืบหน้าอย่างไร เราจะรีบนำมาอัปเดตให้ทุกท่านทราบอีกครั้งค่ะ

ข้อมูลข่าวจาก : MGRONLINE

Categories
News

หนุ่ม ‘ปลูกถ่ายใบหน้าและมือ’ สำเร็จรายแรกของโลก!

หนุ่ม ยิ้มได้อีกครั้งหลังการปลูกถ่ายใบหน้านาน 23 ชั่วโมง สำเร็จ

ถือว่าเป็นอีกข่าวดีสำหรับ ศูนย์การแพทย์ NYU Langone ที่ได้ออกมาประกาศความสำเร็จในการผ่าตัดปลูกถ่ายใบหน้าและมือให้กับ ‘ดิโม’ ชายหนุ่มที่กลับมายิ้มได้อีกครั้ง!

ซึ่งก่อนหน้านี้ดิเมโอ วัย 20 ปี เคยประสบอุบัติเหตุที่รัฐนิวเจอร์ซีย์ ในขณะที่เขากำลังขับรถอยู่นั้น จู่ ๆ รถก็เกิดเสียการควบคุมจนทำให้ไปชนขอบขางทางพลิกคว่ำ ผู้เห็นเหตุการณืเล่าว่ารถของเขารวมถึงตัวเขาถูกเพลิงไหม้อย่างหนัก จากเหตุการณ์นี้ทำให้ดิเมโอได้รับบาดเจ็บสาหัส ทั้งยังมีแผลไหม้เกือบ 80%  ของร่างกาย ส่งผลให้เขาต้องใช้ชีวิตแบบไม่มีเปลือกตา หู และนิ้วมือ นอกจากนี้ยังเกิดผลเสียที่บริเวณใบหน้าและลำคอ ทำให้เคลื่อนไหวได้ไม่สะดวกอย่างที่ควรจะเป็น

หนุ่ม ‘ปลูกถ่ายใบหน้าและมือ’ สำเร็จรายแรกของโลก!
หนุ่ม ‘ปลูกถ่ายใบหน้าและมือ’ สำเร็จรายแรกของโลก : www.msn.com

แต่เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2564 ที่ผ่านมา แพทย์ที่ศูนย์การแพทย์ NYU Langone ได้ออกมาประกาศว่าสามารถทำให้ชีวิตของเขากลับคืนมาได้อีกครั้ง หลังจากที่เขาได้รับการปลูกถ่ายใบหน้าและมือ ที่ใช้เวลาผ่าตัดนานกว่า 23 ชั่วโมง ที่สำคัญการผ่าตัดครั้งนี้ยังนับว่าเป็นความสำเร็จรายแรกของโลกอีกด้วย

“เขาเป็นคนไข้ที่มีแรงจูงใจสูง และมีความหวังมากเท่าที่เราเคยเจอมา” ดร.เอดูอาร์โด โรดริเกซ หัวหน้าทีมที่ทำการผ่าตัดเสร็จ ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวหลังจากที่ภารกิจสำเร็จลุล่วง และแม้ว่าการผ่าตัดจะเกิดขึ้นเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว แต่ทีมแพทย์ที่ดูแลดิเมโอ ก็รอเพื่อให้แน่ใจว่าการปลูกถ่ายครั้งนี้สำเร็จจริง ๆ หรือไม่

ทั้งยังบอกเพิ่มเติมอีกว่า มีความจำเป็นต้องเลี่ยงการติดเชื้อต่าง ๆ โดยจะต้องดำเนินการทุกอย่างด้วยความรวดเร็ว จะต้องคัดเลือกผู้บริจาค และจะต้องใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุด เพื่อให้การผ่าตัดเสร็จสมบูรณ์ และการผ่าตัดในครั้งนี้ใช้ผู้ผ่าตัดถึง 80 คน แบ่งเป็นทั้งหมด 6 ทีม และใช้ห้องผ่าตัดจำนวน 2 ห้องติดกัน

หนุ่ม ‘ปลูกถ่ายใบหน้าและมือ’ สำเร็จรายแรกของโลก!
หนุ่ม ‘ปลูกถ่ายใบหน้าและมือ’ สำเร็จรายแรกของโลก : www.msn.com

โดยหน้า มือ และเนื้อเยื่อต่าง ๆ จะเป็นของผู้บริจาคที่กำลังจะเสียชีวิต ซึ่งจะต้องอาศัยความระมัดระวังในการดำเนินการทั้งหมดนี้ และสิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงคือตระหนักว่ามีใครบางคนกำลังเสียสละชีวิตของตัวเอง เพื่อต้องการให้ผู้อื่นมีชีวิตต่อไป นอกจากนี้ก็ต้องอาศัยความแม่นยำเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับเนื้อเยื่อของผู้บริจาค เพราะหากเกิดความผิดพลาดใด ๆ ขึ้นมา นั่นหมายความว่าชีวิตของดิเมโอก็จะจบลงด้วยเช่นกัน

และหลังจากการผ่าตัดที่ยาวนานถึง 23 ชั่วโมง เวลาในห้องไอซียู 45 วัน รวมไปถึงระยะเวลาในการพักฟื้น 2 เดือนในห้องผู้ป่วย ดิเมโอเริ่มที่จะเรียนรู้การเปิดเปลือกตาใหม่ การขยับมือ ขยับร่างกาย และฝึกยิ้ม นอกจากนี้ดิเมโอยังพูดอีกว่า เขาต้องการที่จะแบ่งปันเรื่องราวของเขาเพื่อให้คนได้มีความหวังในโลกใบเดิม และเขารับรู้ได้ถึงความเสียสละของผู้บริจาค อีกทั้งความสำเร็จครั้งนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากปราศจากการเสียสละของเขา

และดิเมโอยังพูดเพิ่มเติมอีกว่า นี่เป็นเหมือนโอกาสครั้งที่สองในชีวิต เขาจะต้องเข้ารับการบำบัดเพื่อให้มือและส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย ได้กลับมาใช้งานได้ตามปกติอีกครั้ง

นับว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างมาก ซึ่งเรื่องราวดี ๆ นี้ก็ทำให้เราได้เห็นถึงความเสียสละของผู้บริจาค ความมุ่งมั่นตั้งใจของทีมแพทย์ และความอดทนของดิเมโอ หากไม่บุคคลเหล่านี้ชีวิตใหม่ของดิเมโอคงจะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน

ข้อมูลข่าวสารจาก : MSN

Categories
News

เฟซบุ๊ก-ไอจี ถูกสั่งปิด! ประชาชนเมียนมาเดินหน้าต่อต้านรัฐประหาร

ประชาชน-บุคลากรแพทย์เมียนมา ร่วมต่อต้านรัฐประหาร

จากกรณีที่เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 ที่ผ่านมา คณะรัฐประหารได้ทำการยึดอำนาจการบริหารประเทศเมียนมาจากพรรคเอ็นแอลดีของนางออง ซาน ซูจี โดยให้เหตุผลว่า ‘มีความจำเป็น’ นั้น ขณะนี้ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตในเมียนมาเริ่มเข้ามาจำกัดการเข้าถึง Facebook อินสตาแกรม รวมไปถึงแอปพลิเคชั่นต่าง ๆ ที่ไว้ใช้สำหรับการสนทนา จึงทำให้ในขณะนี้ประชาชนในประเทศเมียนมาเริ่มติดต่อสื่อสารกันยากลำบากยิ่งขึ้น

โดยทางกระทรวงคมนาคมและการสื่อสารได้มีคำสั่งให้ผู้บริการโทรศัพท์มือถือและผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตผิดการเข้าถึงแอปพลิเคชั่นดังกล่าว ไปจนถึงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2564 ซึ่งอ้างว่าสาเหตุที่ต้องทำเช่นนี้เพราะสื่อโซเชียลมีเดียต่าง ๆ เป็นเครื่องมือที่เผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ทั้งยังมีเนื้อหาที่ยั่วยุ ไม่เป็นความจริง

เฟซบุ๊ก-ไอจี ถูกสั่งปิด! ประชาชนเมียนมาเดินหน้าต่อต้านรัฐประหาร
เฟซบุ๊ก-ไอจี ถูกสั่งปิด! ประชาชนเมียนมาเดินหน้าต่อต้านรัฐประหาร : www.bbc.com/thai

ที่สำคัญโซเชียลมีเดียยังเป็นช่องทางสำคัญในการต่อต้านรัฐประหารของบุคลากรทางการแพทย์ของโรงพยาบาลในเมียนมาทั่วประเทศ พวกเขาชี้ว่า การก่อการยึดอำนาจของกองทัพเป็นการเห็นแก่ผลประโยชน์ของตัวเองเหนือความทุกข์ยากของประชาชนจากเชื้อไวรัสโควิด-19 นอกจากนี้นักเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยในเมียนมายังได้นัดจัด ‘อารยะขัดขืน’ เพื่อต่อต้านรัฐบาลทหาร ซึ่งนับเป็นครั้งแรกหลังเหตุรัฐประหารที่ได้มีการนัดหมายการทำกิจกรรมดังกล่าว

ทั้งยังมีการรายงานเพิ่มเติมอีกว่าเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลรวมไปถึงหน่วยงานด้านสาธารณสุข 70 แห่ง ใน 30 เมืองทั่วประเทศยังได้นัดกันหยุดงานเพื่อแสดงออกถึงการต่อต้านรัฐประหารที่ไม่เป็นธรรมในครั้งนี้

เฟซบุ๊ก-ไอจี ถูกสั่งปิด! ประชาชนเมียนมาเดินหน้าต่อต้านรัฐประหาร
เฟซบุ๊ก-ไอจี ถูกสั่งปิด! ประชาชนเมียนมาเดินหน้าต่อต้านรัฐประหาร : www.bbc.com/thai

แม้แต่ประชาชนชาวเมียนมาเองก็ไม่เห็นด้วยกับการกระทำของรัฐบาลทหาร โดยประชาชนบางส่วนในนครย่างกุ้งที่เป็นเมืองหลวงของเมียนมา ได้พากันออกมาบีบแตรบนท้องถนน และเคาะภาชนะต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น หม้อ กาต้มน้ำ กะละมัง ฯลฯ เพื่อเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ว่าต้องการขับไล่รัฐบาลทหาร ตามความเชื่อดั้งเดิมที่ว่าต้องตีภาชนะให้เกิดเสียงเพื่อเป็นการขับไล่ดวงวิญญาณชั่วร้าย ทำให้ภาพเหล่านี้กลายเป็นไวรัลในทันทีที่มีการเผยแพร่ผ่านทางเฟซบุ๊ก และนี่ก็อาจจะเป็นชนวนสำคัญที่ทำให้มีคำสั่งผิดเฟซบุ๊กเพื่อลดการเผยแพร่

ทางด้านโฆษกเฟซบุ๊กได้มีการเรียกร้องให้ทางการเมียนมาหยุดการปิดกั้นสื่อโซเชียล่ตาง ๆ เพื่อให้ชาวเมียนมาสามารถเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็น และสามารถสื่อสารกันได้ง่ายในสถานการณ์ช่วงนี้ และในขณะนี้ได้มีการรายงานว่านางออง ซาน ซูจี จะถูกควบคุมตัวไปจนถึงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2564 และหนึ่งในข้อกล่าวหาที่ได้รับคือการฝ่าฝืนกฎหมายด้านการนำเข้าและส่งออก ทั้งยังมีเครื่องมือสื่อสารผิดกฎหมายไว้ในครอบครอง

หากสถานการณ์มีการคืบหน้าอย่างไรทางเราจะรีบนำมารายงานให้ทุกท่านทราบทันที

ขอบคุณข่าวสารจาก : BBC NEWS