Categories
News

ธารน้ำแข็งของพันสายของจีน เริ่มละลายเพราะภาวะโลกร้อน!

ถือว่าเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่น่าจับตามองมากในขณะนี้ เพราะทาง BBC ได้มีการรายงานว่า ธารน้ำแข็งหลายพันสายในประเทศจีน กำลังจะละลายหายไป เพราะโลกได้มีการเปลี่ยนแปลงทางด้านสภาพภูมิอากาศ

ภาพโดรนมุมสูงของธารน้ำแข็งในประเทศจีน
ภาพโดรนมุมสูงของธารน้ำแข็งในประเทศจีน

โดยภาพนี้เป็นภาพถ่ายมุมสูงจากโดรน ซึ่งเผยให้เห็นว่า ธารน้ำแข็งหลายพันสายในเทือกเขาฉีเหลียน ที่ตั้งอยู่บริเวณภาคตะวันตกเฉียงเหนือของจีน กำลังจะละลายหายไปเนื่องจากสภาพอากาศที่มีการแปรปรวนอย่างหนัก โดยเทือกเขาฉีเหลียนตั้งอยู่ในเขตรอยต่อระหว่างมณฑลกานซูกับมณฑลชิงไห่ มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเลกว่า 4,000 เมตร และมีธารน้ำแข็งรวมแล้วกว่า 3,000 สาย

ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ ระบุว่า ธารน้ำแข็งคดเคี้ยวที่มีความยาวราว 800 กิโลเมตร ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่หลงเหลือมาจากยุคน้ำแข็ง แต่ในขณะนี้เริ่มละลายหายไปทีละน้อย และมีโอกาสที่ธารน้ำแข็งเหล่านี้จะละลายหายไปตลอดกาล โดยผลการสำรวจของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มีการระบุเอาไว้ว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของท้องถิ่นจะสูงขึ้น 1.5 องศาเซลเซียส นับตั้งแต่ทศตวรรษที่ 1950

น้ำแข็งของจีนเริ่มละลายลงมาเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ในช่วง 60 ปี ที่ผ่านมา
น้ำแข็งของจีนเริ่มละลายลงมาเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ในช่วง 60 ปี ที่ผ่านมา

และทีมนักวิทยาศาสตร์จากสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์ประเทศจีน ได้เฝ้าดูตำแหน่งการละลายและถอยร่นของธารน้ำแข็ง ซึ่งธารน้ำแข็งมีการถอยร่นมากกว่า 150 เมตร ถือเป็นการหดตัวที่เล็กลงในอัตราความเร็วที่น่าตกใจ และด้วยเหตุนี้จึงทำให้น้ำแข็งที่ละลายได้ไหลลงสู่พื้นเบื้องล่างเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ในช่วง 60 ปีที่ผ่านมา

ความเปลี่ยนแปลงของธารน้ำแข็งประเทศไอซ์แลนด์
ความเปลี่ยนแปลงของธารน้ำแข็งประเทศไอซ์แลนด์

ขณะเดียวกันที่ประเทศไอซ์แลนด์ น้ำแข็งปริมาณมหาศาลก็กำลังจะละลายหายไปจากธารน้ำแข็งแห่งใหญ่หลายแห่ง ซึ่งภาพด้านบนเป็นภาพเปรียบเทียบของธารน้ำแข็งในช่วงคริสต์ทศวรรษที่ 1980 กับปัจจุบัน ซึ่งทางทีมงานจากมหาวิทยาลัยดันดี ของสกอตแลนด์ และมหาวิทยาลัยไอซ์แลนด์ได้ทำชุดภาพเปรียบเทียบความแตกต่างของธารน้ำแข็งใน 2 ยุค แบบ 3 มิติขึ้นมา เพื่อเปรียบให้เห็นชัด ๆ ว่า ธารน้ำแข็งได้ละลายหายรวดเร็วเพียงใด

ในฤดูร้อนที่ผ่านมา ชาวไอซ์แลนด์ได้รวมตัวกันเพื่อแสดงความอาลัยต่อการสูญเสียน้ำแข็งโอคเยอคูลล์ (Heinabergsjökull) ซึ่งเป็นธารน้ำแข็งแห่งแรกของไอซ์แลนด์ที่สูญเสียสถานะธารน้ำแข็งไป เพราะน้ำแข็งมีความบางเกินกว่าจะเคลื่อนตัวต่อไปได้

ภาพธารน้ำแข็ง Heinabergsjökull ที่ถ่ายจากโดรนในปี 2019
ภาพธารน้ำแข็ง Heinabergsjökull ที่ถ่ายจากโดรนในปี 2019

ซึ่งปัญหาธารน้ำแข็งละลายถือเป็นปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ใหญ่ระดับโลก โดยทางคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้มีการเผยแพร่รายงานฉบับล่าสุดว่า ภายในปี 2100 ธารน้ำแข็งขนาดเล็กในแถบยุโรป ,แอฟริกา ,เทือกเขาแอนดีส และอินโดนีเซีย อาจจะสูญเสียปริมาณน้ำแข็งไปกว่า 80% ของระดับน้ำในปัจจุบัน หากยังมีการปล่อยปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาในระดับที่สูงอยู่

ที่สำคัญ IPPC ยังบอกเพิ่มเติมอีกว่า หากธารน้ำแข็งมีการละลายจริงก็จะส่งผลทำให้ระดับน้ำทะเลมีปริมาณที่เพิ่มสูงขึ้น และจะส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อประชาชนนับล้าน

ขอบคุณข้อมูล : BBC NEWS ไทย 

ขอบคุณภาพจาก : สำนักงานสำรวจที่ดินแห่งชาติไอซ์แลนด์ และ ดร.เคียรัน แบ็กซ์เตอร์ จากมหาวิทยาลัยดันดี

Categories
News

ชนเผ่าชูมาช ใช้ดอกลำโพงเป็นสารประสาทหลอนในพิธีกรรมเมื่อ 500 ปีก่อน  

เชื่อได้เลยว่าหลายคนคงต้องคุ้นกับสัญลักษณ์สีแดงที่ปรากฏบนเพดานของ ‘ถ้ำกังกัน’ (Pinwheel Cave) ที่ตั้งอยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนียอย่างแน่นอน ซึ่งหลายคนคงจะกำลังจินตนาการว่ามันเป็นกังหันสีแดงที่คล้ายกับการกำลังหมุนอยู่ แต่สิ่งนี้อาจจะไม่ใช่กังหันแบบที่คุณคิดอีกต่อไป เพราะมันเป็นรูปของดอกลำโพงขณะที่กำลังแย้มบาน และดอกลำโพงนี้ถือเป็นดอกไม้ชนิดที่ใช้เป็นสารหลอนประสาทในพิธีกรรมบางอย่างชองชนพื้นเมืองอเมริกันมาตั้งแต่ยุคศตวรรษที่ 16

เปรียบเทียบดอกลำโพงกับร่องรอยบนเพด้านถ้ำกังหัน
เปรียบเทียบดอกลำโพงกับร่องรอยบนเพด้านถ้ำกังหัน ภาพจาก : www.khaosod.co.th

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา และในสหราชอาณาจักร ได้มีการตีพิมพ์ผลการศึกษาข้างต้นในวารสาร PNAS ฉบับล่าสุด โดยชี้ว่าได้มีการพบหลักฐานที่ชนเผ่าชูมาช ที่ได้มีการใช้ดอกลำโพง หรือ Datura wrightli หลอนประสาทผู้คนให้เกิดอาการมึนเมาและตกอยู่ในภวังค์ ขณะกำลังประกอบพิธีเปลี่ยนผ่านวัยเด็กเข้าสู่วัยผู้ใหญ่เต็มตัว

ซึ่งจากการศึกษานั้นได้มีการพบกากของดอกลำโพงในลักษณะที่ผ่านการถูกเคี้ยวแล้วคายออกมา แปะอยู่ใกล้กับสัญลักษณ์รูปกังหันบนเพดานถ้ำหลายชิ้น โดยซากดอกไม้เหล่านี้มีอายุเก่าแก่เกือบ 500 ปี ที่ยังคงหลงเหลืออยู่เป็นก้อนลักษณะคล้าย ๆ กับหมากฝรั่ง ที่มีร่องรอยของรอยฟันและส่วนประกอบของน้ำลายปะปนอยู่ด้วย

นอกจากนี้แล้วในผลการวิเคราะห์ยังพบว่ามีสารที่เป็นยาหลอนประสาทชนิด ‘สโคโปลามีน’ และ ‘อะโทรพีน’ ซึ่งพบว่ามันอยู่ฝนดอกลำโพง ทำให้ทีมผู้วิจัยได้ชี้ว่านี่คือหลักฐานโดยตรงชิ้นแรกของโลก สำหรับการบริโภคหรือการนำเอาสารหลอนประสาทเข้าสู่ร่างกายของมนุษย์ที่ชัดเจนที่สุดในยุคโบราณ และยังเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญชิ้นแรก เพราะมันถูกพบในโบราณสถานซึ่งมีร่องรอยงานศิลปะบนก้อนหินอีกด้วย

ดอกลำโพง หรือ Datura wrightli
ดอกลำโพง หรือ Datura wrightli ภาพจาก : www.bbc.com

นักโบราณคดีจากมหาวิทยาลัยเซนทรัลแลงคาเชียร์ของสหราชอาณาจักรซึ่งเป็นผู้นำทีมวิจัย ‘ดร.เดวิด โรบินสัน’ ได้บอกว่า จากหลักฐานที่ค้นพบเพิ่มเติม สามารถทำให้มั่นใจได้ว่าสัญลักษณ์รูปกังหันที่วาดด้วยดินแดงนั้น ไม่ได้สื่อความหมายถึงกังหันลมหรือสัญลักษณ์ทางนามธรรมที่วาดขึ้นจากภาพหลอนที่เห็นในขณะที่หลอนจากสารเสพติดแต่อย่างใด

แต่นี่คือสัญลักษณ์ที่มีการสื่อความหมายของดอกลำโพงตอนกำลังแย้มบานในช่วงเช้าตรู่และช่วงพลบค่ำเพื่อผสมเกสรอย่างตรงตัว ซึ่งในช่วงเวลาที่กล่าวมานี้มีลักษณะรูปทรงคล้ายคลึงกับกังหันลมอย่างมาก

อีกทั้ง ชนเผ่าชูมาชยังได้ใช้ดอกลำโพงเป็นยารักษาโรคหลายชนิด รวมไปถึงใช้เป็นเครื่องรางในการขจัดเป่าสิ่งชั่วร้าย ป้องกันภูตผีปีศาจ และใช้ในการทำนายโชคชะอีกด้วย

และยังมีการคาดการณ์ว่าสัญลักษณ์บนเพดานถ้ำกังหัน ซึ่งมีผู้คนพบครั้งแรกในปี 1999 เป็นภาพที่ช่วยน้อมนำจิตใจของผู้เข้าร่วมพิธีกรรมให้เข้าสู่ภาวะเคลิบเคลิ้ม และในภายในถ้ำบางจุดยังมีสัญลักษณ์นี้ปรากฏเป็นรูปผีเสื้อเหยี่ยว ซึ่งเป็นผีเสื้อกลางคืนที่มักบินเซไปมาหลังจากดูดกินน้ำหวานจากดอกลำโพงอีกด้วยค่ะ

ขอบคุณข้อมูล : BBC NEWS

Categories
News

ข่าวดี! อินเดียพร้อมขยายโครงการผลิตวัคซีคโควิด-19 ไปยังประเทศอื่น ๆ

อย่างที่ทราบกันว่าในตอนนี้ประเทศอินเดียคือ 1 ใน 3 ของประเทศที่มีผู้ติดเชื้อโควิด-19 มากที่สุดในโลก องค์กรใหญ่ในอินเดียจึงได้ร่วมมือกันทดลองวัคซีนสำหรับป้องกันโรคติดเชื้อโควิด-19 โดยตอนนี้วัคซีนชุดแรกจะผ่านการอนุมัติและได้มีการผลิตออกมาใช้งานอย่างเป็นทางการแล้ว เนื่องจากผลการทดลองระยะสุดท้ายของหลาย ๆ บริษัทได้ผลดีเกิดคาด เช่น 2 บริษัทหุ้นส่วน อย่าง สหรัฐฯ-เยอรมนี ‘ไฟเซอร์และไบโอเอเทค’ ได้ประสิทธิภาพสูงสุดถึง 94.5% และตอนนี้ก็กำลังรอการอนุมัติฉุกเฉิน จากทางการสหรัฐเพื่อใช้สำหรับการฉีดรักษา

อินเดียผลิตวัคซีนป้องกันโควิด-19
อินเดียผลิตวัคซีนป้องกันโควิด-19 : www.apecthai.com/2020/06/30/37057/

และช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา รัฐมนตรีต่างประเทศ 3 ประเทศ ได้แก่ อินเดีย บังกลาเทศ และเมียนมา ได้มีการประชุมหารือเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในเรื่องการร่วมมือกันผลิต จัดสรร และจัดส่งวัคซีนต้านโควิด-19

โดยงานนี้ประเทศอินเดียจะเป็นแกนนำหลักของโครงการ ในฐานะประเทศที่มีความพร้อมมากที่สุด ทั้งในด้านเทคโนโลยีการแพทย์ และเงินสำหรับการลงทุน ซึ่งช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมาก็ได้มีการจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรม 2 แห่ง ที่บังกลาเทศและเมียนมา โดยมีทั้งนักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณธสุขเข้าร่วมประมาณ 90 คน

ซึ่งประเทศอินเดียเป็นประเทศที่ผลิตวัคซีนได้มากกว่า 60% ของทั่วโลก ฉะนั้น ประเทศอินเดียจึงมีความพร้อมที่จะผลิตวัคซีนโควิด-19 ขนานใหญ่ หลังผ่านการอนุมัติตามมาตรฐานสากล

อินเดียผลิตวัคซีนโควิด-19 มากกว่า 60 % ของทั่วโลก
อินเดียผลิตวัคซีนโควิด-19 มากกว่า 60 % ของทั่วโลก : www.itravelroom.com

และประเทศอินเดียก็ได้เดินทางไปยังประเทศต่าง ๆ เช่น บังกลาเทศ เมียนมา เพื่อส่งต่อวัคซีนและทำการทดสอบกับประชาชนภายในประเทศ นอกจากนี้ประเทศอินเดียยังได้รับการร้องขอจากหลาย ๆ ประเทศให้เข้าไปทำการทดสอบวัคซีนกับประชาชนในประเทศอีกด้วย

นอกจากนี้โฆษกเอ็มอีเอ ยังกล่าวอีกว่า หากประเทศอื่น ๆ มีความสนใจ ประเทศอินเดียก็พร้อมจะขยายโครงการผลิตวัคซีนโควิด-19 ไปให้ โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือมนุษยชาติ และอินเดียก็ยังมีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ ที่จะเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมอุณหภูมิ และการเก็บรักษาวัคซีนก่อนการแจกจ่าย

โควิด-19 ในประเทศไทย
โควิด-19 ในประเทศไทย ภาพจาก : www.bbc.com

สำหรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทยนั้น ขณะนี้ยังไม่พบการติดเชื้อภายในประเทศ ซึ่งผู้ติดเชื้อรายใหม่จะเป็นผู้ที่เดินทางกลับมาจากต่างประเทศ และกำลังกักตัวเพื่อดูอาการอยู่สถานกักตัวของรัฐ

นอกจากนี้ภายในประเทศไทยยังได้มีกำหนดการต่อพ.ร.ก.ฉุกเฉินออกไปอีก 45 วัน (แต่เดิมจะสิ้นสุดลงในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2563) เท่ากับว่าพ.ร.ก.ฉุกเฉินจะสิ้นสุดลงในวันที่ 15 มกราคม 2564 เพื่อเป็นกลไกในการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ให้ครอบคลุมไปในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2564 เนื่องจากในช่วงเวลาดังกล่าวนั้นจะมีการเดินทางของคนเป็นจำนวนมาก ทั้งการเดินทางกลับภูมิลำเนาและการเดินทางท่องเที่ยว

แต่ทั้งนี้ก็ต้องรอติดตามกันอีกครั้งว่าหลังจากวันที่ 15 มกราคม 2564 ทางศบค. จะมีกำหนดการต่อพ.ร.ก.ฉุกเฉินออกไปอีกหรือไม่ค่ะ

ขอบคุณข้อมูล : Promotions.co.th และ dailynews

Categories
News

เทคนิคส่องมัมมี่โบราณแบบไม่ต้องเปิดออก ด้วยซีทีสแกนและรังสีเอกซ์

เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2563 ที่ผ่านมา CNN ได้มีการรายงานว่า คณะนักวิทยาศาสตร์ได้คิดค้นเทคนิคใหม่ที่ช่วยไขเบาะแสเกี่ยวกับมัมมี่อียิปต์ในยุคโรมัน ซึ่งมีอายุเก่าแก่กว่า 1,900 ปี ที่มีการค้นพบในเขตโบราณสถานฮาวาราของประเทศอียิปต์

โดยเทคนิคนี้ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของเทคโนโลยีเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือ ซีที (Computed tomography:CT) และการเลี้ยวเบนของรังสีเอกซ์ (X-ray diffraction) จึงไม่มีความจำเป็นจะต้องแตะต้องหรือเปิดโบราณวัตถุออกแต่อย่างใด ซึ่งเทคนิคพิเศษนี้จะมีความแตกต่างจากการใช้รังสีเอกซ์ถ่ายภาพโดยไม่ล้วงล้ำเข้าสู่มัมมี่เหมือนที่ผ่านมา

เทคนิคส่องมัมมี่ ด้วยซีทีสแกนและรังสีเอกซ์
เทคนิคส่องมัมมี่ ด้วยซีทีสแกนและรังสีเอกซ์ ภาพจาก : www.khaosod.co.th

ในวารสารวิทยาศาสตร์ราชสมาคม (Journal of the Royal Society) ของประเทศอังกฤษได้มีการตีพิมพ์การค้นพบดังกล่าวเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2563 ซึ่งเป็นของคณะนักวิจัยอเมริกันจากมหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์น ร่วมกันกับห้องปฏิบัติการแห่งชาติอาร์กอนน์ และมหาวิทยาลัยแห่งรัฐเมโทรโพลิแทนเดนเวอร์ ได้มีการอธิบายการใช้งานร่วมกันระหว่างซีทีสแกนและการเลี้ยวเบนของรังสีเอกซ์

โดยนักวิจัยจากโรงเรียนการแพทย์ไฟน์เบิร์ก มหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์น ‘สจ๊วต สต๊อก’ ซึ่งเป็นผู้นำในการเขียนการศึกษานี้ ได้กล่าว่า ผู้เชี่ยวชาญใช้ลำแสงรังสีเอกซ์ ที่มีขนาดเล็กกว่าเส้นผ่านศูนย์กลางของเส้นมนุษย์ ส่องเข้าไปในมัมมี่ ที่ได้มีการสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นเด็กหญิงวัย 5 ขวบ เพื่อระบุวัตถุภายในห่อผ้าของโบราณวัตถุ และได้ใช้ซีทีสแกนสร้างแผนผังส่วนประกอบของมัมมี่ ซึ่งรังสีเอกซ์ช่วยให้คณะนักวิจัยได้สิ่งที่มีลักษณะเหมือนกับลายนิ้วมือ ที่มีลักษณะเฉพาะของวัตถุโบราณ และพบแคลเซียมคาร์บอเนตบริสุทธิ์มาก ๆ ในมัมมี่ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ทำให้คณะวิจัยอึ้งไปตาม ๆ กัน

มัมมี่เด็กหญิงวัย 5 ขวบ ที่ถูกค้นพบ
มัมมี่เด็กหญิงวัย 5 ขวบ ที่ถูกค้นพบ ภาพจาก : www.khaosod.co.th

นอกจากนี้สต๊อกยังได้กล่าวต่อว่า ชิ้นส่วนดังกล่าวมีรูปร่างเหมาะสมกับ แมลงปีกแข็ง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งการเกิดใหม่ ซึ่วตามประเพณีโบราณจะมีการบรรจุลงไปในรอยบากของช่องท้องศพระหว่างการทำมัมมี่ ทั้งยังช่วยไขเบาะแสเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานะทางสังคมของมัมมี่ได้ว่าไม่ใช่คนในราชวงศ์ แต่เป็นคนระดับบนของสังคม เพราะมีการประดับแร่ธาตุบริสุทธิ์นั่นเอง

จากการศึกษาพบว่าเด็กหญิงวัย 5 ขงบคนนี้ ไม่ได้จบชีวิตลงด้วยความรุนแรง เพราะตามร่างกายไม่พบร่องรอยของการได้รับบาดเจ็บที่โครงกระดูก แต่ทั้งนี้ก็ยังไม่ทราบสาเหตุของการตายเช่นกัน

คณะนักวิจัยและผูู้เชี่ยวชาญ
คณะนักวิจัยและผูู้เชี่ยวชาญ ภาพจาก : www.khaosod.co.th

ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าเทคนิคที่คิดค้นขึ้นมานี้สามารถใช้ศึกษามัมมี่เพิ่มเติมได้จริง ซึ่งจะเป็นเบาะแสสำคัญเกี่ยวกับวัตถุที่ฝังอยู่ข้างมัมมี่โบราณ โดยที่จะทำการศึกษาแบบไม่จำเป็นต้อวรบกวนและยุ่งกับศพอีกต่อไป

นอกจากจะต้องไม่ต้องยุ่งหรือสัมผัสกับซากของมัมมี่แล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคที่อาจมาจากตัวมัมมี่ได้อีกด้วย ถือว่าเป็นอีกหนึ่งการคิดค้นที่น่ายกย่องมากจริง ๆ

ขอบคุณข้อมูล : Khaosod

Categories
News

หนุ่มอินโดสุดช้ำ ไม่ได้เงิน 56 ล้านบาท จากอุกกาบาตตามที่คาดเอาไว้!

ทุกคนเคยวาดความฝันไว้หรือไม่คะ ว่าวันนึงจะมีโชคใหญ่หล่นลงมาทับบ้านของเราจริง ๆ โดยเรื่องนี้ได้เกิดขึ้นแล้วกับหนุ่มทำโลงศพชาวอินโดนีเซีย วัย 33 ปี เขามีชื่อว่า ‘โจชัว ฮุทากาลุง’ อาศัยอยู่ในทางตอนเหนือของเกาะสุมาตรา โดยเขาเล่าว่าขณะที่กำลังต่อโลงศพอยู่นั้น จู่ ๆ ก็มีหินอุกกาบาตพุ่งทะยานลงมาที่ระเบียงห้องนั่งเล่น โดยหินนั้นมีมูลค่ามากถึง 56 ล้านบาท แต่นั่นกลับกลายเป็นเรื่องเข้าใจผิด

ซึ่งล่าสุด หนุ่มอินโดฯคนนี้ ได้ออกมาบอกกับหนังสือพิมพ์เดอะสตาร์ของมาเลเซียว่า ตอนนั้นเขาได้ขายมันไปแค่ 200 ล้านรูเปียห์หรือประมาณ 14,000 ดอลลาร์ (เทียบกับเงินไทยประมาณ 425,782 บาท)

โจชัวและคอลลินส์
โจชัวและคอลลินส์ถ่ายภาพขณะรับซื้ออุกกาบาต ภาพจาก : www.khaosod.co.th

โดยย้อนไปเมื่อเหตุการณ์อุกกาบาตตกในครั้งนี้ จะอยู่ในช่วงราว ๆ เดือนสิงหาคม ซึ่งขณะนั้นทั่วโลกได้หยุดชะงักการเดินทางเพราะสถานการณ์โควิด-19 แพร่ระบาดอย่างหนัก ‘จาเร็ด คอลลินส์’ ชาวอเมริกันที่อาศัยอยู่ในอินโดนีเซีย ได้รับการติดต่อจากนักสะสมที่หลงใหลอุกกาบาตในสหรัฐฯ ให้เดินทางไปติดต่อซื้อกับโจชัว

เมื่อคอลลินส์เดินทางไปถึงก็ตกลงซื้อขายกันด้วยความยุติธรรม และเมื่อไม่นานนักข่าวก็เริ่มตีมูลค่าของอุกกาบาตชิ้นนั้นในตัวเลขที่สูงขึ้น ด้วยเหตุนี้จึงทำให้โจชัวออกมาแสดงความไม่พอใจต่อสื่อ และเกิดความรู้สึกว่าถูกโกง เพราะหลายสื่อระบุว่าเขาจะได้เงินจำนวน 56 ล้านบาทจากอุกกาบาตดังกล่าว

ลอเรนซ์ การ์วี ศาสตราจารย์ผู้วิจัยด้านการสำรวจโลกและอวกาศ แห่งมหาวิทยาลัยแอริโซนา ได้กล่าวกับสำนักข่าว BBC ว่า เขาเองได้เห็นเรื่องทำนองนี้มาหลายครั้ง มีคนพบอุกกาบาตและเทียบราคาจากชิ้นส่วนเล็ก ๆ ที่เจอ และเหมารวมว่าชิ้นใหญ่เท่ากับการนำชิ้นเล็กมาต่อรวม ๆ กัน แล้วจะยิ่งทำให้มีมูลค่าหลายล้าน ผู้หลงใหลในการเป็นเจ้าของสิ่งที่มาจากอวกาศ อาจจะมีคนยอมจ่ายเงินร้อยหรือพันดอลลาห์เพื่อให้ได้รับชิ้นส่วนเล็ก ๆ แต่ไม่มีใครยอมจ่ายเงินหลายล้านเพื่อให้ได้หินขนาดใหญ่ และอันที่จริงยิ่งก้อนใหญ่มากเท่าไหร่ ราคาก็จะลดลงด้วยซ้ำ

อุกกาบาตที่ตกมาที่บ้านของโจชัว
อุกกาบาตที่ตกมาที่บ้านของโจชัว ภาพจาก : www.khaosod.co.th

นอกจากนี้แล้ว เจสัน สกอตต์ แฮร์ริน  จาก Earth Observatory Singapore ได้อธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับกรณีนี้ว่า อุกกาบาตชิ้นนี้เป็นเศษซากของระบบสุริยะยุคแรก โดยอาจจะมีข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนการก่อตัวของดาวเคราะห์ได้

ทั้งยังมีทฤษฎีกล่าวอีกว่า อุกกาบาตชิ้นนี้มีสารประกอบอินทรีย์ เมื่อพุ่งชนโลกอาจจะทำให้เกิดสิ่งมีชีวิตบนโลก นั่นหมายความว่าอุกกาบาตของโจชัวอาจจะมีเบาะแสของการกำเนิดสิ่งมีชีวิตบนโลกของเราได้ ก็เท่ากับว่ามูลค่าของอุกกาบาตไม่อาจวัดเป็นตัวเงินได้ ทั้งยังเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผู้หลงใหลอุกกาบาตยอมจ่ายเงินเพื่อให้ได้อุกกาบาตชิ้นนี้ไปครอบครอง

ทั้งนี้ ก็เท่ากับว่าเงินที่โจชัวได้ก็อาจจะมีความสมน้ำสมเนื้ออยู่แล้ว คราวนี้ก็คงต้องรอดูกันต่อไปว่าผลลัพธ์ของอุกกาบาตตกในครั้งนี้จะเป็นอย่างไร จะมีสิ่งชีวิตแบบที่คาดการณ์เอาไว้ หรือเป็นแค่เหตุการณ์อุกกาบาตตกธรรมดา

ขอบคุณข้อมูล : msn ข่าว

Categories
News

โควิด-19 ในเกาหลีใต้พุ่งรอบใหม่ เตรียมยกระดับคุมเข้มอีกรอบ!

สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ถือเป็นสถานการณ์ที่ต้องจับตามองเป็นอย่างมาก ซึ่งสถานการณ์นี้ได้ส่งผลอย่างหนักในช่วงราว ๆ ต้นปี 2563 กระทั่งตอนนี้ระยะเวลาร่วมกว่า 11 เดือน สถานการณ์โควิด-19 จากทั่วโลกก็ยังคงมีการติดเชื้ออยู่ เพราะอัตราของผู้ติดเชื้อในแต่ละวันก็ยังไม่มีท่าทีจะเบาบางลง ยิ่งในเมืองใหญ่ ๆ ที่มีประชากรอยู่อย่างหนาแน่น เช่น ประเทศอินเดีย สหรัฐฯ บราซิล ฯลฯ ด้วยแล้ว จำนวนของผู้ติดเชื้อก็ยังมีจำนวนที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ

และอีกหนึ่งประเทศท่องเที่ยวที่น่าเป็นห่วงมากในช่วงนี้ ก็คือประเทศเกาหลีใต้ โดยทางศูนย์ควบคุมโรคประเทศเกาหลีใต้ได้มีการแถลงและยืนยันว่าวันนี้มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 349 คน ซึ่งจำนวน 320 คนเป็นการติดเชื้อภายในประเทศ ทำให้ตอนนี้ประเทศเกาหลีใต้มีผู้ติดเชื้อสะสมเพิ่มเป็น 31,353 คน

โควิด -19 ในเกาหลีใต้พุ่งสูงอีกรอบ
โควิด -19 ในเกาหลีใต้พุ่งสูงอีกรอบ ภาพจาก : www.posttoday.com/world/615797

ด้านเจ้าหน้าที่สาธารณะสุข ได้ออกเตือนว่า ประเทศเกาหลีใต้อาจเดินทางเข้าสู่การระบาดระลอกสาม เนื่องจากประชาชนเริ่มมีการพบปะสังสรรค์ ไปโรงบาลหรือสวนสาธารณะกันมากขึ้น จึงได้มีการเรียกร้องให้รัฐบาลเพิ่มมาตรการป้องกันให้เข้มงวดกว่าเดิม

ซึ่งสถานการณ์โควิด-19 นี้ ได้ส่งผลกระทบต่อประเทศเกาหลีใต้อย่างหนัก โดยร้านอาหารแบบนั่งรับประทานจะเปิดให้บริการไม่เกิน 21.00 น. แต่ยังสามารถซื้อกลับบ้านหรือใช้การขนส่งอาหารแบบเดลิเวอรี่ได้ การจัดงานสำคัญต่าง ๆ เช่น พิธีแต่งงานหรือพิธีศพสามารถจัดได้ แต่ต้องมีเข้าร่วมไม่เกิน 100 คน ส่วนพิธีกรรมทางศาสนาอื่น ๆ จะต้องมีผู้เข้าร่วมไม่เกิน 20% ของความจุของสถานที่

โควิด-19 ในเกาหลีใต้พุ่งรอบใหม่
โควิด-19 ในเกาหลีใต้พุ่งรอบใหม่ ภาพจาก : www.thairath.co.th/scoop/1845334

การจัดการแสดงมโหรสพหรืองานคอนเสิร์ต จะต้องจัดที่นั่งแบบเว้นระยะห่าง และห้ามมีการนำเครื่องดื่มหรืออาหารเข้าไปรับประทานเด็ดขาด

ส่วนธุรกิจที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักเลยคือผับ บาร์ หรือสถานบันเทิง เพราะจะต้องปิดให้บริการแบบไม่มีกำหนด ส่วนร้านกาแฟลูกค้าสามารถที่จะซื้อกลับบ้านได้ แต่ไม่อนุญาตให้นั่งดื่มที่ร้าน ฉะนั้น แบรนด์ร้านกาแฟที่ไม่ได้มีชื่อเสียงมากนักจึงได้รับผลกระทบในเรื่องนี้อย่างหนักไม่แพ้ธุรกิจอื่น ๆ

สำหรับสถานศึกษาต่าง ๆ ทั้งโรงเรียนและมหาวิทยาลัย จะรักษาจำนวนของนักเรียนที่เข้าเรียนในแต่ละชั้นไว้ที่ 1 ใน 3 ส่วนนักเรียนระดับมัธยมจะมีการจำกัดอยู่ที่ 2 ใน 3

เกาหลีใต้สั่งคุมเข้ม โควิด-19 อีกรอบ
เกาหลีใต้สั่งคุมเข้ม โควิด-19 อีกรอบ ภาพจาก : www.thairath.co.th/scoop/1845334

สำหรับในประเทศไทยแม้ว่าในช่วงนี้จะยังไม่พบการติดเชื้อโควิด-19 ภายในประเทศ แต่ทั้งนี้คนไทยก็ยังคงต้องเฝ้าระวังดังเดิม สวมหน้ากากอนามัย หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสิ่งของสาธารณะ และเว้นระยะห่างทางสังคมให้มากที่สุด เพื่อไม่ให้ประเทศไทยมีผู้ติดเชื้ออีกรอบนั่นเองค่ะ

ขอบคุณข้อมูล : MSN.COM

Categories
Uncategorized

Hello world!

Welcome to WordPress. This is your first post. Edit or delete it, then start writing!