Categories
News

นักวิทยาศาสตร์ ยัน ‘อูมัวมัว’ คือ ยานของมนุษย์ต่างดาวไม่ใช่ดาวเคราะห์น้อย!

นักวิทย์ยัน ‘อูมัวมัว’ คือ ยานมนุษย์ต่างดาวจริง

เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2564 ที่ผ่านมา เดลี่เมลเว็บไซต์ชื่อดัง ได้มีการรายงานเกี่ยวกับความคืบหน้าของ Oumuamu (อูมัวมัว) วัตถุแรกจากนอกสุริยะที่เคลื่อนผ่านโลกด้วยความเร็ว เมื่อประมาณ วันที่ 19 ตุลาคม 2560 จนสร้างความฮือฮาและประหลาดใจเป็นอย่างมาก ซึ่ง ณ ขณะนี้ประเด็นนี้ได้รับการตอกย้ำอีกครั้ง จากศาสตราจารย์อาวี โล้บ ศาสตราจารย์ด้านดาราศาสตร์ประจำมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ในสหรัฐฯ ว่า อูมัวมัว คือยานอวกาศของมนุษย์ต่างดาวที่มาจากนอกโลกจริง ๆ แต่ชุมชนนักวิทยาศาสตร์กลับไม่สนใจ ซ้ำยังคิดว่าอูมัวมัวเป็นเพียงแค่ดาวเคราะห์น้อยเท่านั้น

ศาสตราจารย์โล้บ ถือเป็นศาสตราจารย์ที่ได้รับความเคารพ ทั้งยังเคยร่วมงานกับศาสตราจารย์สตีเฟ่น ฮอว์กกิ้งก่อนจะล่วงลับไป ซึ่งถูกอ้างอิงในหนังสือเล่มใหม่ ‘Extraterestrial: The First Sign of Intelligent Life Beyond Earth’ หรือ ‘มนุษย์ต่างดาว : สัญญาณแรกของสิ่งมีชีวิตที่ทรงภูมิปัญญานอกโลก ซึ่งภายในหนังสือได้ระบุเอาไว้ว่า อูมัวมัว คือยานอวกาศที่ถูกสร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยีของมนุษย์ต่างดาวที่เคยเดินทางมาสังเกตการณ์และสำรวจโลกของเราเมื่อประมาณ 5 ปีก่อน

นักวิทย์ยัน ‘อูมัวมัว’ คือ ยานมนุษย์ต่างดาวจริง
นักวิทย์ยัน ‘อูมัวมัว’ คือ ยานมนุษย์ต่างดาวจริง : www.thairath.co.th

ซึ่งอูมัวมัวเป็นวัตถุรูปร่างประหลาด ลักษณะเหมือนกับ ‘ซิการ์’ มีความยาวมากถึง 400 เมตร แต่มีความกว้างเพียงแค่ 40 เมตร หรือคิดเป็น 1 ใน 10 ของความยาว มันเป็นวัตถุที่นักดาราศาสตร์ไม่เคยพบมาก่อน ซึ่งอูมัวมัวถูกค้นพบโดยกล้องโทรทรรศน์ Pan-STARRS1 ซึ่งเป็นกล้องที่นักดาราศาสตร์ของมหาวิทยาลัยฮาวาย ไว้ใช้ค้นหาดาวเคราะห์น้อยที่เป็นอันตรายต่อโลก อีกทั้ง อูมัวมัวยังเป็นวัตถุระหว่างดวงดาวที่ไม่ได้มีวงโคจรขึ้นตรงกับแรงโน้มถ่วงดาวฤกษ์ใด ๆ ทั้งยังสามารถเคลื่อนที่ด้วยความเร็วถึง 196,000 ไมล์ต่อชั่วโมง นั่นจึงทำให้มันสามารถพ้นจากแรงโน้มถ่วงของดวงอาทิตย์ได้ ซึ่งคำว่า ‘อูมัวมัว’ นั้น ทีมนักดาราศาสตร์ได้เป็นผู้ตั้งให้ เป็นภาษาชนพื้นเมืองบนเกาะฮาวายมีความหมายว่า หน่วยสอดแนม หน่วยลาดตระเวน หรือหน่วยสังเกตการณ์

นักวิทย์ยัน ‘อูมัวมัว’ คือ ยานมนุษย์ต่างดาวจริง
นักวิทย์ยัน ‘อูมัวมัว’ คือ ยานมนุษย์ต่างดาวจริง

นอกจากนี้ศาสตราจารย์โล้บยังได้ระบุเพิ่มเติมเกี่ยวกับกรณีของอูมัวมัวนี้ว่า “การคิดว่าพวกเรามีแค่หนึ่งเดียวหรือเป็นสิ่งมีชีวิตที่พิเศษ และได้รับสิทธิพิเศษนั้น ถือเป็นความคิดที่หยิ่งผยอง เพราะความถูกต้องที่มานั้นคือ ความทันสมัย และพูดได้ว่า พวกเราไม่ได้มีความพิเศษอะไรเลย เพราะมีวัฒนธรรมอื่น ๆ ที่เหนือกว่ามากอยู่ที่นั่น และพวกเราจำเป็นแค่ต้องค้นหาพวกมันต่อไป”

เพราะการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วอย่างผิดปกติ ทั้งยังสามารถหลุดเข้ามาในระบบสุริยะจักรวาลของเราได้ อูมัวมัวจึงได้ถูกจัดให้เป็นวัตถุระหว่างดวงดาวนอกสุริยะ ที่โคจรเข้ามาในระบบสุริยะของเราเป็นครั้งแรก (Interstellar Object)

ข้อมูลดี ๆ จาก : ไทยรัฐ ออนไลน์

Categories
News

สุดช็อก! ธารน้ำแข็งหิมาลัยถล่ม ยอดตายเพิ่มขึ้น สูญหายอีกกว่า 200 คน

ธารน้ำแข็งอินเดีย คร่าชีวิตประชาชนแล้วกว่า 18 ราย

ตริเวนทรา ราวัต มุขมนตรีรัฐอุตตราขัณฑ์ ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่าเมื่อวานนี้ (7 ก.พ. 64) ได้เกิดภัยพิบัติที่นับว่าเป็นหายนะครั้งรุนแรง และคาดว่าจะก่อให้เกิดความสูญเสียครั้งใหญ่ ซึ่งเป็นเหตุการณืของกระแสน้ำจากเทือกเขาสูงได้ไกลเข้าท่วมเขื่อนริชิกังกา (Rishiganga) ที่เป็นเขื่อนผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กแห่งหนึ่งในเขตชาโมลี ซึ่งเขื่อนแห่งนี้มีคนงายอาศัยอยู่ 35 คน แต่เนื่องจากกระแสน้ำได้พัดลงไปเรื่อย ๆ ตามแม่น้ำเธาลีกังกา และได้สร้างความเสียหายต่อเขื่อนโปวัน วิษณุคัต (Tapovan Vishnugad) ที่มีอุโมงค์อีก 2 แห่ง

ซึ่งทางกองทัพอินเดียและกองกำลังตอบสนองภัยพิบัติแห่งชาติ (NDRF) ได้ระดมเจ้าหน้าที่เข้าร่วมในปฏิบัติการกู้ภัย และมีทีมค้นหาของ NDRF เดินทางโดยเครื่องบินจากกรุงนิวเดลีไปถึงยังรัฐอุตตราขัณฑ์ รวมถึงนักประดาน้ำจากกองทัพบกและกองทัพเรืออินเดียช่วยค้นหา

สุดช็อก! ธารน้ำแข็งหิมาลัยถล่ม ยอดตายเพิ่มขึ้น สูญหายอีกกว่า 200 คน
สุดช็อก! ธารน้ำแข็งหิมาลัยถล่ม ยอดตายเพิ่มขึ้น สูญหายอีกกว่า 200 คน

โดยรัฐบาลท้องถิ่นรัฐอุตตราขัณฑ์แถลงวันนี้ (8 ก.พ. 64) ว่าในขณะนี้ เจ้าหน้าที่ได้เก็บร่างผู้เสียชีวิตจากสถานที่ต่าง ๆ ได้แล้วอย่างน้อย 18 ศพ แต่ยังคงมีผู้สูยหายอีกไม่ต่ำกว่า 200 คน ซึ่งบุคคลส่วนใหญ่เป็นคนงานในโรงงานไฟฟ้า 2 แห่ง ที่ถูกน้ำซัดหายไป ซึ่งคาดว่าจุดที่น่าจะมีคนติดอยู่คือบริเวณอุโมงค์ 2 แห่ง ที่ถูกดินโคลนพัดลงมาทับ และเนื่องจากถนนสายหลักถูกตัดขาด จึงทำให้ทีมกู้ภัยจำเป็นต้องใช้วิธีปีนเชือกลงจากเนินเขาเพื่อลงไปถึงทางเข้าอุโมงค์

และในขณะนี้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นได้มีการรายงานว่า เขื่อนทั้ง 2 แห่ง ถูกปล่อยน้ำออกจนหมดเพื่อสกัดไม่ให้กระแสน้ำไหลไปถึงเมืองริชิเกซ (Rishikesh) และหริทวาร (Haridwar) ที่นับว่าเป็น 2 เมืองศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาฮินดู ขณะเดียวกันประชาชนทุกพื้นที่ถูกสั่งไม่ให้เข้าใกล้แม่น้ำในช่วงเวลานี้เด็ดขาด

สุดช็อก! ธารน้ำแข็งหิมาลัยถล่ม ยอดตายเพิ่มขึ้น สูญหายอีกกว่า 200 คน
สุดช็อก! ธารน้ำแข็งหิมาลัยถล่ม ยอดตายเพิ่มขึ้น สูญหายอีกกว่า 200 คน

นายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี แห่งอินเดีย โพสต์ข้อความผ่านทางทวิตเตอร์ว่า ตนกำลังเฝ้าติดตามปฏิบัติการกู้ภัยอย่างใกล้ชิด และย้ำว่า “อินเดียยืนหยัดอยู่ข้างรัฐอุตตราขัณฑ์ และประชาชนทั้งประเทศภาวนาให้ทุกคนที่นั่นปลอดภัย” ซึ่งในตอนนี้ก็ยังไม่ทราบแน่ชัดว่า อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้ธารน้ำแข็ง “นันทาเทวี” แตกในช่วงเวลานี้ของปี ทั้งที่อากาศยังคงหนาวเหน็บและไม่มีฝนตกแต่อย่างใด

แต่หากย้อนกลับไปเมื่อประมาณเดือนมิถุนายน 2013 รัฐอุตตราขัณฑ์ซึ่งมีพรมแดนติดกับประเทสเนปาลและทิเบต เคยเผชิญกับฝนตกหนักจนทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่ที่คร่าชีวิตผู้คนไปมากกว่า 6,000 คน จนหายนะในครั้งนั้นได้รับสมญานามว่า ‘สึนามิ หิมาลัย’ เพราะมันปลดปล่อยกระแสน้ำโคลนที่เชี่ยวกราดบนภูเขา พร้อมทั้งซัดผู้คน บ้านเรือน และทรัพย์สินให้จมอยู่เบื้องล่าง

วิมเลนทู จา ผู้ก่อตั้งกลุ่มเอ็นจีโอด้านสิ่งแวดล้อม Swechha ระบุว่า ภัยพิบัติครั้งนี้เป็นสิ่งย้ำเตือนให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงผลกระทบของปัญหาสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง และผลที่เกิดมาจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ เช่น ถนน, ทางรถไฟ และโรงไฟฟ้า ในพื้นที่ที่มีความเปราะบางทางระบบนิเวศ

หากเหตุการณ์มีสถานการณ์คืบหน้าอย่างไร เราจะรีบนำมาอัปเดตให้ทุกท่านทราบอีกครั้งค่ะ

ข้อมูลข่าวจาก : MGRONLINE

Categories
News

หนุ่ม ‘ปลูกถ่ายใบหน้าและมือ’ สำเร็จรายแรกของโลก!

หนุ่ม ยิ้มได้อีกครั้งหลังการปลูกถ่ายใบหน้านาน 23 ชั่วโมง สำเร็จ

ถือว่าเป็นอีกข่าวดีสำหรับ ศูนย์การแพทย์ NYU Langone ที่ได้ออกมาประกาศความสำเร็จในการผ่าตัดปลูกถ่ายใบหน้าและมือให้กับ ‘ดิโม’ ชายหนุ่มที่กลับมายิ้มได้อีกครั้ง!

ซึ่งก่อนหน้านี้ดิเมโอ วัย 20 ปี เคยประสบอุบัติเหตุที่รัฐนิวเจอร์ซีย์ ในขณะที่เขากำลังขับรถอยู่นั้น จู่ ๆ รถก็เกิดเสียการควบคุมจนทำให้ไปชนขอบขางทางพลิกคว่ำ ผู้เห็นเหตุการณืเล่าว่ารถของเขารวมถึงตัวเขาถูกเพลิงไหม้อย่างหนัก จากเหตุการณ์นี้ทำให้ดิเมโอได้รับบาดเจ็บสาหัส ทั้งยังมีแผลไหม้เกือบ 80%  ของร่างกาย ส่งผลให้เขาต้องใช้ชีวิตแบบไม่มีเปลือกตา หู และนิ้วมือ นอกจากนี้ยังเกิดผลเสียที่บริเวณใบหน้าและลำคอ ทำให้เคลื่อนไหวได้ไม่สะดวกอย่างที่ควรจะเป็น

หนุ่ม ‘ปลูกถ่ายใบหน้าและมือ’ สำเร็จรายแรกของโลก!
หนุ่ม ‘ปลูกถ่ายใบหน้าและมือ’ สำเร็จรายแรกของโลก : www.msn.com

แต่เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2564 ที่ผ่านมา แพทย์ที่ศูนย์การแพทย์ NYU Langone ได้ออกมาประกาศว่าสามารถทำให้ชีวิตของเขากลับคืนมาได้อีกครั้ง หลังจากที่เขาได้รับการปลูกถ่ายใบหน้าและมือ ที่ใช้เวลาผ่าตัดนานกว่า 23 ชั่วโมง ที่สำคัญการผ่าตัดครั้งนี้ยังนับว่าเป็นความสำเร็จรายแรกของโลกอีกด้วย

“เขาเป็นคนไข้ที่มีแรงจูงใจสูง และมีความหวังมากเท่าที่เราเคยเจอมา” ดร.เอดูอาร์โด โรดริเกซ หัวหน้าทีมที่ทำการผ่าตัดเสร็จ ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวหลังจากที่ภารกิจสำเร็จลุล่วง และแม้ว่าการผ่าตัดจะเกิดขึ้นเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว แต่ทีมแพทย์ที่ดูแลดิเมโอ ก็รอเพื่อให้แน่ใจว่าการปลูกถ่ายครั้งนี้สำเร็จจริง ๆ หรือไม่

ทั้งยังบอกเพิ่มเติมอีกว่า มีความจำเป็นต้องเลี่ยงการติดเชื้อต่าง ๆ โดยจะต้องดำเนินการทุกอย่างด้วยความรวดเร็ว จะต้องคัดเลือกผู้บริจาค และจะต้องใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุด เพื่อให้การผ่าตัดเสร็จสมบูรณ์ และการผ่าตัดในครั้งนี้ใช้ผู้ผ่าตัดถึง 80 คน แบ่งเป็นทั้งหมด 6 ทีม และใช้ห้องผ่าตัดจำนวน 2 ห้องติดกัน

หนุ่ม ‘ปลูกถ่ายใบหน้าและมือ’ สำเร็จรายแรกของโลก!
หนุ่ม ‘ปลูกถ่ายใบหน้าและมือ’ สำเร็จรายแรกของโลก : www.msn.com

โดยหน้า มือ และเนื้อเยื่อต่าง ๆ จะเป็นของผู้บริจาคที่กำลังจะเสียชีวิต ซึ่งจะต้องอาศัยความระมัดระวังในการดำเนินการทั้งหมดนี้ และสิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงคือตระหนักว่ามีใครบางคนกำลังเสียสละชีวิตของตัวเอง เพื่อต้องการให้ผู้อื่นมีชีวิตต่อไป นอกจากนี้ก็ต้องอาศัยความแม่นยำเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับเนื้อเยื่อของผู้บริจาค เพราะหากเกิดความผิดพลาดใด ๆ ขึ้นมา นั่นหมายความว่าชีวิตของดิเมโอก็จะจบลงด้วยเช่นกัน

และหลังจากการผ่าตัดที่ยาวนานถึง 23 ชั่วโมง เวลาในห้องไอซียู 45 วัน รวมไปถึงระยะเวลาในการพักฟื้น 2 เดือนในห้องผู้ป่วย ดิเมโอเริ่มที่จะเรียนรู้การเปิดเปลือกตาใหม่ การขยับมือ ขยับร่างกาย และฝึกยิ้ม นอกจากนี้ดิเมโอยังพูดอีกว่า เขาต้องการที่จะแบ่งปันเรื่องราวของเขาเพื่อให้คนได้มีความหวังในโลกใบเดิม และเขารับรู้ได้ถึงความเสียสละของผู้บริจาค อีกทั้งความสำเร็จครั้งนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากปราศจากการเสียสละของเขา

และดิเมโอยังพูดเพิ่มเติมอีกว่า นี่เป็นเหมือนโอกาสครั้งที่สองในชีวิต เขาจะต้องเข้ารับการบำบัดเพื่อให้มือและส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย ได้กลับมาใช้งานได้ตามปกติอีกครั้ง

นับว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างมาก ซึ่งเรื่องราวดี ๆ นี้ก็ทำให้เราได้เห็นถึงความเสียสละของผู้บริจาค ความมุ่งมั่นตั้งใจของทีมแพทย์ และความอดทนของดิเมโอ หากไม่บุคคลเหล่านี้ชีวิตใหม่ของดิเมโอคงจะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน

ข้อมูลข่าวสารจาก : MSN

Categories
News

เฟซบุ๊ก-ไอจี ถูกสั่งปิด! ประชาชนเมียนมาเดินหน้าต่อต้านรัฐประหาร

ประชาชน-บุคลากรแพทย์เมียนมา ร่วมต่อต้านรัฐประหาร

จากกรณีที่เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 ที่ผ่านมา คณะรัฐประหารได้ทำการยึดอำนาจการบริหารประเทศเมียนมาจากพรรคเอ็นแอลดีของนางออง ซาน ซูจี โดยให้เหตุผลว่า ‘มีความจำเป็น’ นั้น ขณะนี้ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตในเมียนมาเริ่มเข้ามาจำกัดการเข้าถึง Facebook อินสตาแกรม รวมไปถึงแอปพลิเคชั่นต่าง ๆ ที่ไว้ใช้สำหรับการสนทนา จึงทำให้ในขณะนี้ประชาชนในประเทศเมียนมาเริ่มติดต่อสื่อสารกันยากลำบากยิ่งขึ้น

โดยทางกระทรวงคมนาคมและการสื่อสารได้มีคำสั่งให้ผู้บริการโทรศัพท์มือถือและผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตผิดการเข้าถึงแอปพลิเคชั่นดังกล่าว ไปจนถึงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2564 ซึ่งอ้างว่าสาเหตุที่ต้องทำเช่นนี้เพราะสื่อโซเชียลมีเดียต่าง ๆ เป็นเครื่องมือที่เผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ทั้งยังมีเนื้อหาที่ยั่วยุ ไม่เป็นความจริง

เฟซบุ๊ก-ไอจี ถูกสั่งปิด! ประชาชนเมียนมาเดินหน้าต่อต้านรัฐประหาร
เฟซบุ๊ก-ไอจี ถูกสั่งปิด! ประชาชนเมียนมาเดินหน้าต่อต้านรัฐประหาร : www.bbc.com/thai

ที่สำคัญโซเชียลมีเดียยังเป็นช่องทางสำคัญในการต่อต้านรัฐประหารของบุคลากรทางการแพทย์ของโรงพยาบาลในเมียนมาทั่วประเทศ พวกเขาชี้ว่า การก่อการยึดอำนาจของกองทัพเป็นการเห็นแก่ผลประโยชน์ของตัวเองเหนือความทุกข์ยากของประชาชนจากเชื้อไวรัสโควิด-19 นอกจากนี้นักเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยในเมียนมายังได้นัดจัด ‘อารยะขัดขืน’ เพื่อต่อต้านรัฐบาลทหาร ซึ่งนับเป็นครั้งแรกหลังเหตุรัฐประหารที่ได้มีการนัดหมายการทำกิจกรรมดังกล่าว

ทั้งยังมีการรายงานเพิ่มเติมอีกว่าเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลรวมไปถึงหน่วยงานด้านสาธารณสุข 70 แห่ง ใน 30 เมืองทั่วประเทศยังได้นัดกันหยุดงานเพื่อแสดงออกถึงการต่อต้านรัฐประหารที่ไม่เป็นธรรมในครั้งนี้

เฟซบุ๊ก-ไอจี ถูกสั่งปิด! ประชาชนเมียนมาเดินหน้าต่อต้านรัฐประหาร
เฟซบุ๊ก-ไอจี ถูกสั่งปิด! ประชาชนเมียนมาเดินหน้าต่อต้านรัฐประหาร : www.bbc.com/thai

แม้แต่ประชาชนชาวเมียนมาเองก็ไม่เห็นด้วยกับการกระทำของรัฐบาลทหาร โดยประชาชนบางส่วนในนครย่างกุ้งที่เป็นเมืองหลวงของเมียนมา ได้พากันออกมาบีบแตรบนท้องถนน และเคาะภาชนะต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น หม้อ กาต้มน้ำ กะละมัง ฯลฯ เพื่อเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ว่าต้องการขับไล่รัฐบาลทหาร ตามความเชื่อดั้งเดิมที่ว่าต้องตีภาชนะให้เกิดเสียงเพื่อเป็นการขับไล่ดวงวิญญาณชั่วร้าย ทำให้ภาพเหล่านี้กลายเป็นไวรัลในทันทีที่มีการเผยแพร่ผ่านทางเฟซบุ๊ก และนี่ก็อาจจะเป็นชนวนสำคัญที่ทำให้มีคำสั่งผิดเฟซบุ๊กเพื่อลดการเผยแพร่

ทางด้านโฆษกเฟซบุ๊กได้มีการเรียกร้องให้ทางการเมียนมาหยุดการปิดกั้นสื่อโซเชียล่ตาง ๆ เพื่อให้ชาวเมียนมาสามารถเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็น และสามารถสื่อสารกันได้ง่ายในสถานการณ์ช่วงนี้ และในขณะนี้ได้มีการรายงานว่านางออง ซาน ซูจี จะถูกควบคุมตัวไปจนถึงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2564 และหนึ่งในข้อกล่าวหาที่ได้รับคือการฝ่าฝืนกฎหมายด้านการนำเข้าและส่งออก ทั้งยังมีเครื่องมือสื่อสารผิดกฎหมายไว้ในครอบครอง

หากสถานการณ์มีการคืบหน้าอย่างไรทางเราจะรีบนำมารายงานให้ทุกท่านทราบทันที

ขอบคุณข่าวสารจาก : BBC NEWS

Categories
News

กองทัพเมียนมาปล่อยตัวนักการเมือง แต่ยังไร้เงา ‘อองซาน ซูจี’

พล.อ.มิน อ่อง หล่าย ยืนยันรัฐประหารคือความ ‘จำเป็น’

ซึ่งเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2564 ที่ผ่านมา สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานจากกรุงเนปิดอว์ว่า พล.อ.มิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดเมียนมา ได้กล่าวต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมียนมาชุดใหม่ ในกรุงเนปิดอว์ ว่า “แม้ทัตมาดอว์ (กองทัพเมียนมา) จะเรียกร้องหลายครั้งให้มีการตรวจสอบการทุจริตการเลือกตั้งแห่งชาติ เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน ของปีที่แล้ว แต่ก็ไม่ได้รับการตอบสนองจากคณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งชาติ ดังนั้นการรัฐประหารจึงไม่มีทางเลี่ยง เพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ”

กองทัพเมียนมาปล่อยตัวนักการเมือง แต่ยังไร้เงา ‘อองซาน ซูจี’
กองทัพเมียนมาปล่อยตัวนักการเมือง แต่ยังไร้เงา ‘อองซาน ซูจี’ : www.bbc.com

นอกจากนี้ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ยังกล่าวอีกว่า ทัตมาดอว์จำเป็นต้องควบคุมดูแลประเทศ จนกว่าจะมีการเลือกตั้งรัฐบาลชุดใหม่ และในช่วงเวลา 1 ปี ภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินนับจากนี้ การเลือกตั้งและการต่อสู้กับการระบาดของโควิด-19 จะเป็นภารกิจหลักเร่งด่วนของการรัฐประหาร

ทางด้านนายจี โต สมาชิกคณะกรรมการบริหาร พรรคสันนิบาติแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) ได้เผยผ่านทาง Facebook ในวันเดียวกันว่า เขาได้รับทราบข่าวว่านางออง ซาน ซูจี ผู้นำคนสำคัญของเอ็นแอลดี ยังสบายดีอยู่ในสถานที่ควบคุมของกองทัพ แต่ยังไม่ทรายว่าเป็นที่ใด ส่วนส.ส.เอ็นแอลดีหลายคนก็ได้ถูกทหารควบคุมตัวหลังจากยึดอำนาจไปเมื่อช่างเช้าเช่นกัน

ซึ่งล่าสุดวันนี้ (3 กุมภาพันธ์ 2564) สำนักข่าวต่างประเทศได้รายงานจากกรุงเนปิดอว์ ประเทศเมียนมา ว่า กองทัพเมียนมาได้เริ่ม ‘อนุญาต’ ให้บรรดามุขมนตรี และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลท้องถิ่น ที่ถูกควบคุมตัวเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา สามารถเดินทางออกจากสถานที่ควบคุมตัวของกองทัพได้แล้ว

กองทัพเมียนมาปล่อยตัวนักการเมือง แต่ยังไร้เงา ‘อองซาน ซูจี’
กองทัพเมียนมาปล่อยตัวนักการเมือง แต่ยังไร้เงา ‘อองซาน ซูจี’ : www.bbc.com

ขณะเดียวกันว่าที่สมาชิกรัฐสภาซึ่งได้รับการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2563 ก็ได้รับการปล่อยตัว ‘เกือบทั้งหมด’ ทั้งนี้ ยกเว้นสมาชิกระดับแกนนำของพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) รวมไปถึงนางออง ซาน ซูจี และอดีตประธานาธิบดีวิน มยินต์ ยังไม่ได้รับการปล่อยตัว และแม้ว่าจะมีบางแหล่งข่าวยืนยันว่านางออง ซาน ซูจีจะสบายดี แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีใครสามารถยืนยันได้อย่างชัดเจนว่าบุคคลเหล่านี้จะอยู่ที่ใด และมีสภาพเป็นอย่างไรกันแน่

ด้าน พล.อ.มิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดและผู้นำสูงสุดแห่งเมียนมา กล่าวว่ารัฐบาลทหารให้ความสำคัญสูงสุด กับการจัดการเลือกตั้งในครั้งใหม่ หลังครบกำหนดบังคับใช้คำสั่งสถานการณ์ฉุกเฉินนาน 1 ปี และการควบคุมวิกฤติโรคระบาดโควิด-19 อย่างไรก็ตามพล.อ.มิน อ่อง หล่าย ยังไม่ได้ให้ความเห็นอย่างเป็นทางการต่อกระการแสดงอารยะขัดขืนของประชาชนบางส่วน รวมไปถึงบุคลากรทางการแพทย์ ที่คัดค้านการก่อรัฐประหารในครั้งนี้ที่กองทัพยืนยันว่ามี ‘ความเป็นจำ’

กองทัพเมียนมาปล่อยตัวนักการเมือง แต่ยังไร้เงา ‘อองซาน ซูจี
กองทัพเมียนมาปล่อยตัวนักการเมือง แต่ยังไร้เงา ‘อองซาน ซูจี’ : www.bbc.com

ทั้งนี้ หากสถานการณ์จะเป็นอย่างไรต่อไป ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนจะเป็นไปไหนทิศทางไหน หากมีการอัปเดตทางเราจะรีบนำข่าวสารมาแจ้งทุกท่านทันที

ขอบคุณข้อมูลจาก : เดลินิวส์

Categories
News

มาริลีน แมนสัน ศิลปินร็อกถูกปลดจากค่ายเพลง หลังถูกแฉทำร้ายร่างกายแฟนสาว

จุดจบสายโหด มาริลีน แมนสัน ถูกปลดจากค่ายเพลงแล้ว!

เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา เอแวน เรเชล วู้ด นักแสดงหญิงจากซีรีส์เรื่องดัง Westworld ได้โพสต์อินสตาแกรมส่วนตัวเกี่ยวกับช่วงเวลาอันเลวร้าย โดยเนื้อหาได้กล่าวถึงช่วงเวลาที่คบหากับ มาริลีน แมนสัน ศิลปินร็อกชื่อดังเมื่อหลายปีก่อน ว่าเขาพยายามควบคุมเธอตั้งแต่สมัยที่เธอยังเป็นวัยรุ่น รวมทั้งทำร้ายร่างกายและจิตใจอย่างแสนสาหัสเป็นเวลาหลายปี

ฉันถูกล้างสมองและถูกปั่นหัวจนตกเป็นเหยื่อ ตอนนี้ฉันเบื่อที่จะต้องกลัวการถูกแก้แค้น ถูกใส่ร้าย หรือถูกแบล็กเมล์ ฉันอยากจะเปิดโปงคนอันตรายคนนี้ต่อคนในวงการที่เคยช่วยเหลือเขา ก่อนที่เขาจะทำลายชีวิตคนอื่นต่อไป” วู้ดกล่าว

มาริลีน แมนสัน ศิลปินร็อกถูกปลดจากค่ายเพลง หลังถูกแฉทำร้ายร่างกายแฟนสาว
มาริลีน แมนสัน ศิลปินร็อกถูกปลดจากค่ายเพลง : www.sanook.com

หลังจากที่วู้ดได้โพสต์เรื่องราวดังกล่าว ก็มีผู้หญิงอีกอย่างน้อย 4 คน ออกมาแชร์ประสบการณ์อันเลวร้ายที่เกิดขึ้นโดยฝีมือของแมนสัน ซึ่งหลายคนมีภาวะเครียดหลังจากประสบเหตุการณ์กระทบกระเทือนจิตใจ (PTSD) และเป็นโรคทางจิตเวชต่าง ๆ

โดยเหยื่อรายหนึ่งระบุว่า หลังจากที่หลุดพ้นจากแมนสัน เธอยังคงได้ยินข่าวฉาวเกี่ยวกับอดีตแฟนหนุ่ม เธอไม่อาจทนให้เรื่องเลวร้ายนี้เกิดขึ้นกับคนอื่น ๆ และแมนสันต้องรับผิดชอบกับการกระทำของเขา

มาริลีน แมนสัน เริ่มคบหาดูใจกับเอแวน เรเชล วู้ด ในปี 2006 ขณะที่วู้ดมีอายุเพียง 18 ปี โดยมีกระแสข่าวกอสสิปถึงความสัมพันธ์รัก ๆ เลิก ๆ เนื่องจากทั้งคู่มีอายุห่างกันถึง 18 ปี และเมื่อต้นปี 2018 วู้ดได้เปิดเผยถึงประสบการณ์การตกเป็นเหยื่อความรุนแรงในครอบครัวและการคุกคามทางเพศต่อสภาคองเกรส ในฐานะส่วนหนึ่งของความพยายามในการขับเคลื่อนกฎหมายว่าด้วยสิทธิของผู้รอดชีวิตจากความรุนแรงทางเพศ ที่จะบังคับใช้ใน 50 รัฐ

และแม้ว่าในวันนั้น วู้ดไม่ได้เปิดเผยชื่อของผู้ที่กระทำความรุนแรงต่อเธอ แต่แฟน ๆ หลายคนมองว่าเธอหมายถึงแมนสัน แฟนหนุ่มของเธออย่างแน่นอน

มาริลีน แมนสัน ศิลปินร็อกถูกปลดจากค่ายเพลง หลังถูกแฉทำร้ายร่างกายแฟนสาว
มาริลีน แมนสัน ศิลปินร็อกถูกปลดจากค่ายเพลง : www.music.mthai.com

มาริลีน แมนสัน หรือชื่อจริงว่า ไบรอัน วอร์เนอร์ อายุ 52 ปี เขาเป็นนักแสดงและนักดนตรีร็อก ที่ขึ้นชื่อเรื่องเนื้อหาที่รุนแรง ว่าด้วยการข่มขืนและการฆาตกรรม แมนสันเคยมีประวัติเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางเพศเมื่อปี 2011 และยังเคยถูกกล่าวหาว่าคุกคามทางเพศและเหยียดเชื้อชาตินักแสดงชาวเอเชีย รวมทั้งทำอนาจารผู้ชาย 2 คน เมื่อช่วงต้นปี 2000 ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ในปี 2009 แมนสันได้ให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Spin ว่าเขาจินตนาการถึงการใช้ค้อนทุบหัววู้ด แฟนสาวของเขาในขณะนั้น ทว่าทีมพีอาร์ของเขากลับแก้ข่าวว่า ‘เป็นเพียงการสร้างกระแสโปรโมตเพลงใหม่เท่านั้น ไม่ใช่เรื่องจริง’

หลังจากที่ถูกเปิดโปงพฤติกรรม แมนสันถูกปลดออกจากการเป็นศิลปินในสังกัด Loma Vista Recordings โดยในแถลงการณ์ของต้นสังกัดระบุว่า จะไม่มีการโปรโมทอัลบั้มล่าสุดของศิลปินผู้นี้ รวมทั้งจะไม่มีการร่วมงานในอนาคต ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะมีแถลงการณ์จาก Loma Vista Recordings อย่างเป็นทางการ ชื่อเพจของแมนสันได้ถูกลบออกจากเว็บไซต์ของค่าย ส่วนซีรีส์ Creepshow ที่แมนสันจะร่วมแสดงในซีซั่นต่อไป ก็มีการยืนยันแล้วว่าจะมีการเปลี่ยนตัวนักแสดงในบทของแมนสันทันที

ข้อมูลจาก : Sanook

Categories
News

ธารน้ำแข็งของพันสายของจีน เริ่มละลายเพราะภาวะโลกร้อน!

ถือว่าเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่น่าจับตามองมากในขณะนี้ เพราะทาง BBC ได้มีการรายงานว่า ธารน้ำแข็งหลายพันสายในประเทศจีน กำลังจะละลายหายไป เพราะโลกได้มีการเปลี่ยนแปลงทางด้านสภาพภูมิอากาศ

ภาพโดรนมุมสูงของธารน้ำแข็งในประเทศจีน
ภาพโดรนมุมสูงของธารน้ำแข็งในประเทศจีน

โดยภาพนี้เป็นภาพถ่ายมุมสูงจากโดรน ซึ่งเผยให้เห็นว่า ธารน้ำแข็งหลายพันสายในเทือกเขาฉีเหลียน ที่ตั้งอยู่บริเวณภาคตะวันตกเฉียงเหนือของจีน กำลังจะละลายหายไปเนื่องจากสภาพอากาศที่มีการแปรปรวนอย่างหนัก โดยเทือกเขาฉีเหลียนตั้งอยู่ในเขตรอยต่อระหว่างมณฑลกานซูกับมณฑลชิงไห่ มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเลกว่า 4,000 เมตร และมีธารน้ำแข็งรวมแล้วกว่า 3,000 สาย

ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ ระบุว่า ธารน้ำแข็งคดเคี้ยวที่มีความยาวราว 800 กิโลเมตร ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่หลงเหลือมาจากยุคน้ำแข็ง แต่ในขณะนี้เริ่มละลายหายไปทีละน้อย และมีโอกาสที่ธารน้ำแข็งเหล่านี้จะละลายหายไปตลอดกาล โดยผลการสำรวจของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มีการระบุเอาไว้ว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของท้องถิ่นจะสูงขึ้น 1.5 องศาเซลเซียส นับตั้งแต่ทศตวรรษที่ 1950

น้ำแข็งของจีนเริ่มละลายลงมาเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ในช่วง 60 ปี ที่ผ่านมา
น้ำแข็งของจีนเริ่มละลายลงมาเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ในช่วง 60 ปี ที่ผ่านมา

และทีมนักวิทยาศาสตร์จากสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์ประเทศจีน ได้เฝ้าดูตำแหน่งการละลายและถอยร่นของธารน้ำแข็ง ซึ่งธารน้ำแข็งมีการถอยร่นมากกว่า 150 เมตร ถือเป็นการหดตัวที่เล็กลงในอัตราความเร็วที่น่าตกใจ และด้วยเหตุนี้จึงทำให้น้ำแข็งที่ละลายได้ไหลลงสู่พื้นเบื้องล่างเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ในช่วง 60 ปีที่ผ่านมา

ความเปลี่ยนแปลงของธารน้ำแข็งประเทศไอซ์แลนด์
ความเปลี่ยนแปลงของธารน้ำแข็งประเทศไอซ์แลนด์

ขณะเดียวกันที่ประเทศไอซ์แลนด์ น้ำแข็งปริมาณมหาศาลก็กำลังจะละลายหายไปจากธารน้ำแข็งแห่งใหญ่หลายแห่ง ซึ่งภาพด้านบนเป็นภาพเปรียบเทียบของธารน้ำแข็งในช่วงคริสต์ทศวรรษที่ 1980 กับปัจจุบัน ซึ่งทางทีมงานจากมหาวิทยาลัยดันดี ของสกอตแลนด์ และมหาวิทยาลัยไอซ์แลนด์ได้ทำชุดภาพเปรียบเทียบความแตกต่างของธารน้ำแข็งใน 2 ยุค แบบ 3 มิติขึ้นมา เพื่อเปรียบให้เห็นชัด ๆ ว่า ธารน้ำแข็งได้ละลายหายรวดเร็วเพียงใด

ในฤดูร้อนที่ผ่านมา ชาวไอซ์แลนด์ได้รวมตัวกันเพื่อแสดงความอาลัยต่อการสูญเสียน้ำแข็งโอคเยอคูลล์ (Heinabergsjökull) ซึ่งเป็นธารน้ำแข็งแห่งแรกของไอซ์แลนด์ที่สูญเสียสถานะธารน้ำแข็งไป เพราะน้ำแข็งมีความบางเกินกว่าจะเคลื่อนตัวต่อไปได้

ภาพธารน้ำแข็ง Heinabergsjökull ที่ถ่ายจากโดรนในปี 2019
ภาพธารน้ำแข็ง Heinabergsjökull ที่ถ่ายจากโดรนในปี 2019

ซึ่งปัญหาธารน้ำแข็งละลายถือเป็นปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ใหญ่ระดับโลก โดยทางคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้มีการเผยแพร่รายงานฉบับล่าสุดว่า ภายในปี 2100 ธารน้ำแข็งขนาดเล็กในแถบยุโรป ,แอฟริกา ,เทือกเขาแอนดีส และอินโดนีเซีย อาจจะสูญเสียปริมาณน้ำแข็งไปกว่า 80% ของระดับน้ำในปัจจุบัน หากยังมีการปล่อยปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาในระดับที่สูงอยู่

ที่สำคัญ IPPC ยังบอกเพิ่มเติมอีกว่า หากธารน้ำแข็งมีการละลายจริงก็จะส่งผลทำให้ระดับน้ำทะเลมีปริมาณที่เพิ่มสูงขึ้น และจะส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อประชาชนนับล้าน

ขอบคุณข้อมูล : BBC NEWS ไทย 

ขอบคุณภาพจาก : สำนักงานสำรวจที่ดินแห่งชาติไอซ์แลนด์ และ ดร.เคียรัน แบ็กซ์เตอร์ จากมหาวิทยาลัยดันดี

Categories
News

ชนเผ่าชูมาช ใช้ดอกลำโพงเป็นสารประสาทหลอนในพิธีกรรมเมื่อ 500 ปีก่อน  

เชื่อได้เลยว่าหลายคนคงต้องคุ้นกับสัญลักษณ์สีแดงที่ปรากฏบนเพดานของ ‘ถ้ำกังกัน’ (Pinwheel Cave) ที่ตั้งอยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนียอย่างแน่นอน ซึ่งหลายคนคงจะกำลังจินตนาการว่ามันเป็นกังหันสีแดงที่คล้ายกับการกำลังหมุนอยู่ แต่สิ่งนี้อาจจะไม่ใช่กังหันแบบที่คุณคิดอีกต่อไป เพราะมันเป็นรูปของดอกลำโพงขณะที่กำลังแย้มบาน และดอกลำโพงนี้ถือเป็นดอกไม้ชนิดที่ใช้เป็นสารหลอนประสาทในพิธีกรรมบางอย่างชองชนพื้นเมืองอเมริกันมาตั้งแต่ยุคศตวรรษที่ 16

เปรียบเทียบดอกลำโพงกับร่องรอยบนเพด้านถ้ำกังหัน
เปรียบเทียบดอกลำโพงกับร่องรอยบนเพด้านถ้ำกังหัน ภาพจาก : www.khaosod.co.th

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา และในสหราชอาณาจักร ได้มีการตีพิมพ์ผลการศึกษาข้างต้นในวารสาร PNAS ฉบับล่าสุด โดยชี้ว่าได้มีการพบหลักฐานที่ชนเผ่าชูมาช ที่ได้มีการใช้ดอกลำโพง หรือ Datura wrightli หลอนประสาทผู้คนให้เกิดอาการมึนเมาและตกอยู่ในภวังค์ ขณะกำลังประกอบพิธีเปลี่ยนผ่านวัยเด็กเข้าสู่วัยผู้ใหญ่เต็มตัว

ซึ่งจากการศึกษานั้นได้มีการพบกากของดอกลำโพงในลักษณะที่ผ่านการถูกเคี้ยวแล้วคายออกมา แปะอยู่ใกล้กับสัญลักษณ์รูปกังหันบนเพดานถ้ำหลายชิ้น โดยซากดอกไม้เหล่านี้มีอายุเก่าแก่เกือบ 500 ปี ที่ยังคงหลงเหลืออยู่เป็นก้อนลักษณะคล้าย ๆ กับหมากฝรั่ง ที่มีร่องรอยของรอยฟันและส่วนประกอบของน้ำลายปะปนอยู่ด้วย

นอกจากนี้แล้วในผลการวิเคราะห์ยังพบว่ามีสารที่เป็นยาหลอนประสาทชนิด ‘สโคโปลามีน’ และ ‘อะโทรพีน’ ซึ่งพบว่ามันอยู่ฝนดอกลำโพง ทำให้ทีมผู้วิจัยได้ชี้ว่านี่คือหลักฐานโดยตรงชิ้นแรกของโลก สำหรับการบริโภคหรือการนำเอาสารหลอนประสาทเข้าสู่ร่างกายของมนุษย์ที่ชัดเจนที่สุดในยุคโบราณ และยังเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญชิ้นแรก เพราะมันถูกพบในโบราณสถานซึ่งมีร่องรอยงานศิลปะบนก้อนหินอีกด้วย

ดอกลำโพง หรือ Datura wrightli
ดอกลำโพง หรือ Datura wrightli ภาพจาก : www.bbc.com

นักโบราณคดีจากมหาวิทยาลัยเซนทรัลแลงคาเชียร์ของสหราชอาณาจักรซึ่งเป็นผู้นำทีมวิจัย ‘ดร.เดวิด โรบินสัน’ ได้บอกว่า จากหลักฐานที่ค้นพบเพิ่มเติม สามารถทำให้มั่นใจได้ว่าสัญลักษณ์รูปกังหันที่วาดด้วยดินแดงนั้น ไม่ได้สื่อความหมายถึงกังหันลมหรือสัญลักษณ์ทางนามธรรมที่วาดขึ้นจากภาพหลอนที่เห็นในขณะที่หลอนจากสารเสพติดแต่อย่างใด

แต่นี่คือสัญลักษณ์ที่มีการสื่อความหมายของดอกลำโพงตอนกำลังแย้มบานในช่วงเช้าตรู่และช่วงพลบค่ำเพื่อผสมเกสรอย่างตรงตัว ซึ่งในช่วงเวลาที่กล่าวมานี้มีลักษณะรูปทรงคล้ายคลึงกับกังหันลมอย่างมาก

อีกทั้ง ชนเผ่าชูมาชยังได้ใช้ดอกลำโพงเป็นยารักษาโรคหลายชนิด รวมไปถึงใช้เป็นเครื่องรางในการขจัดเป่าสิ่งชั่วร้าย ป้องกันภูตผีปีศาจ และใช้ในการทำนายโชคชะอีกด้วย

และยังมีการคาดการณ์ว่าสัญลักษณ์บนเพดานถ้ำกังหัน ซึ่งมีผู้คนพบครั้งแรกในปี 1999 เป็นภาพที่ช่วยน้อมนำจิตใจของผู้เข้าร่วมพิธีกรรมให้เข้าสู่ภาวะเคลิบเคลิ้ม และในภายในถ้ำบางจุดยังมีสัญลักษณ์นี้ปรากฏเป็นรูปผีเสื้อเหยี่ยว ซึ่งเป็นผีเสื้อกลางคืนที่มักบินเซไปมาหลังจากดูดกินน้ำหวานจากดอกลำโพงอีกด้วยค่ะ

ขอบคุณข้อมูล : BBC NEWS

Categories
News

ข่าวดี! อินเดียพร้อมขยายโครงการผลิตวัคซีคโควิด-19 ไปยังประเทศอื่น ๆ

อย่างที่ทราบกันว่าในตอนนี้ประเทศอินเดียคือ 1 ใน 3 ของประเทศที่มีผู้ติดเชื้อโควิด-19 มากที่สุดในโลก องค์กรใหญ่ในอินเดียจึงได้ร่วมมือกันทดลองวัคซีนสำหรับป้องกันโรคติดเชื้อโควิด-19 โดยตอนนี้วัคซีนชุดแรกจะผ่านการอนุมัติและได้มีการผลิตออกมาใช้งานอย่างเป็นทางการแล้ว เนื่องจากผลการทดลองระยะสุดท้ายของหลาย ๆ บริษัทได้ผลดีเกิดคาด เช่น 2 บริษัทหุ้นส่วน อย่าง สหรัฐฯ-เยอรมนี ‘ไฟเซอร์และไบโอเอเทค’ ได้ประสิทธิภาพสูงสุดถึง 94.5% และตอนนี้ก็กำลังรอการอนุมัติฉุกเฉิน จากทางการสหรัฐเพื่อใช้สำหรับการฉีดรักษา

อินเดียผลิตวัคซีนป้องกันโควิด-19
อินเดียผลิตวัคซีนป้องกันโควิด-19 : www.apecthai.com/2020/06/30/37057/

และช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา รัฐมนตรีต่างประเทศ 3 ประเทศ ได้แก่ อินเดีย บังกลาเทศ และเมียนมา ได้มีการประชุมหารือเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในเรื่องการร่วมมือกันผลิต จัดสรร และจัดส่งวัคซีนต้านโควิด-19

โดยงานนี้ประเทศอินเดียจะเป็นแกนนำหลักของโครงการ ในฐานะประเทศที่มีความพร้อมมากที่สุด ทั้งในด้านเทคโนโลยีการแพทย์ และเงินสำหรับการลงทุน ซึ่งช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมาก็ได้มีการจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรม 2 แห่ง ที่บังกลาเทศและเมียนมา โดยมีทั้งนักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณธสุขเข้าร่วมประมาณ 90 คน

ซึ่งประเทศอินเดียเป็นประเทศที่ผลิตวัคซีนได้มากกว่า 60% ของทั่วโลก ฉะนั้น ประเทศอินเดียจึงมีความพร้อมที่จะผลิตวัคซีนโควิด-19 ขนานใหญ่ หลังผ่านการอนุมัติตามมาตรฐานสากล

อินเดียผลิตวัคซีนโควิด-19 มากกว่า 60 % ของทั่วโลก
อินเดียผลิตวัคซีนโควิด-19 มากกว่า 60 % ของทั่วโลก : www.itravelroom.com

และประเทศอินเดียก็ได้เดินทางไปยังประเทศต่าง ๆ เช่น บังกลาเทศ เมียนมา เพื่อส่งต่อวัคซีนและทำการทดสอบกับประชาชนภายในประเทศ นอกจากนี้ประเทศอินเดียยังได้รับการร้องขอจากหลาย ๆ ประเทศให้เข้าไปทำการทดสอบวัคซีนกับประชาชนในประเทศอีกด้วย

นอกจากนี้โฆษกเอ็มอีเอ ยังกล่าวอีกว่า หากประเทศอื่น ๆ มีความสนใจ ประเทศอินเดียก็พร้อมจะขยายโครงการผลิตวัคซีนโควิด-19 ไปให้ โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือมนุษยชาติ และอินเดียก็ยังมีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ ที่จะเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมอุณหภูมิ และการเก็บรักษาวัคซีนก่อนการแจกจ่าย

โควิด-19 ในประเทศไทย
โควิด-19 ในประเทศไทย ภาพจาก : www.bbc.com

สำหรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทยนั้น ขณะนี้ยังไม่พบการติดเชื้อภายในประเทศ ซึ่งผู้ติดเชื้อรายใหม่จะเป็นผู้ที่เดินทางกลับมาจากต่างประเทศ และกำลังกักตัวเพื่อดูอาการอยู่สถานกักตัวของรัฐ

นอกจากนี้ภายในประเทศไทยยังได้มีกำหนดการต่อพ.ร.ก.ฉุกเฉินออกไปอีก 45 วัน (แต่เดิมจะสิ้นสุดลงในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2563) เท่ากับว่าพ.ร.ก.ฉุกเฉินจะสิ้นสุดลงในวันที่ 15 มกราคม 2564 เพื่อเป็นกลไกในการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ให้ครอบคลุมไปในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2564 เนื่องจากในช่วงเวลาดังกล่าวนั้นจะมีการเดินทางของคนเป็นจำนวนมาก ทั้งการเดินทางกลับภูมิลำเนาและการเดินทางท่องเที่ยว

แต่ทั้งนี้ก็ต้องรอติดตามกันอีกครั้งว่าหลังจากวันที่ 15 มกราคม 2564 ทางศบค. จะมีกำหนดการต่อพ.ร.ก.ฉุกเฉินออกไปอีกหรือไม่ค่ะ

ขอบคุณข้อมูล : Promotions.co.th และ dailynews

Categories
News

เทคนิคส่องมัมมี่โบราณแบบไม่ต้องเปิดออก ด้วยซีทีสแกนและรังสีเอกซ์

เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2563 ที่ผ่านมา CNN ได้มีการรายงานว่า คณะนักวิทยาศาสตร์ได้คิดค้นเทคนิคใหม่ที่ช่วยไขเบาะแสเกี่ยวกับมัมมี่อียิปต์ในยุคโรมัน ซึ่งมีอายุเก่าแก่กว่า 1,900 ปี ที่มีการค้นพบในเขตโบราณสถานฮาวาราของประเทศอียิปต์

โดยเทคนิคนี้ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของเทคโนโลยีเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือ ซีที (Computed tomography:CT) และการเลี้ยวเบนของรังสีเอกซ์ (X-ray diffraction) จึงไม่มีความจำเป็นจะต้องแตะต้องหรือเปิดโบราณวัตถุออกแต่อย่างใด ซึ่งเทคนิคพิเศษนี้จะมีความแตกต่างจากการใช้รังสีเอกซ์ถ่ายภาพโดยไม่ล้วงล้ำเข้าสู่มัมมี่เหมือนที่ผ่านมา

เทคนิคส่องมัมมี่ ด้วยซีทีสแกนและรังสีเอกซ์
เทคนิคส่องมัมมี่ ด้วยซีทีสแกนและรังสีเอกซ์ ภาพจาก : www.khaosod.co.th

ในวารสารวิทยาศาสตร์ราชสมาคม (Journal of the Royal Society) ของประเทศอังกฤษได้มีการตีพิมพ์การค้นพบดังกล่าวเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2563 ซึ่งเป็นของคณะนักวิจัยอเมริกันจากมหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์น ร่วมกันกับห้องปฏิบัติการแห่งชาติอาร์กอนน์ และมหาวิทยาลัยแห่งรัฐเมโทรโพลิแทนเดนเวอร์ ได้มีการอธิบายการใช้งานร่วมกันระหว่างซีทีสแกนและการเลี้ยวเบนของรังสีเอกซ์

โดยนักวิจัยจากโรงเรียนการแพทย์ไฟน์เบิร์ก มหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์น ‘สจ๊วต สต๊อก’ ซึ่งเป็นผู้นำในการเขียนการศึกษานี้ ได้กล่าว่า ผู้เชี่ยวชาญใช้ลำแสงรังสีเอกซ์ ที่มีขนาดเล็กกว่าเส้นผ่านศูนย์กลางของเส้นมนุษย์ ส่องเข้าไปในมัมมี่ ที่ได้มีการสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นเด็กหญิงวัย 5 ขวบ เพื่อระบุวัตถุภายในห่อผ้าของโบราณวัตถุ และได้ใช้ซีทีสแกนสร้างแผนผังส่วนประกอบของมัมมี่ ซึ่งรังสีเอกซ์ช่วยให้คณะนักวิจัยได้สิ่งที่มีลักษณะเหมือนกับลายนิ้วมือ ที่มีลักษณะเฉพาะของวัตถุโบราณ และพบแคลเซียมคาร์บอเนตบริสุทธิ์มาก ๆ ในมัมมี่ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ทำให้คณะวิจัยอึ้งไปตาม ๆ กัน

มัมมี่เด็กหญิงวัย 5 ขวบ ที่ถูกค้นพบ
มัมมี่เด็กหญิงวัย 5 ขวบ ที่ถูกค้นพบ ภาพจาก : www.khaosod.co.th

นอกจากนี้สต๊อกยังได้กล่าวต่อว่า ชิ้นส่วนดังกล่าวมีรูปร่างเหมาะสมกับ แมลงปีกแข็ง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งการเกิดใหม่ ซึ่วตามประเพณีโบราณจะมีการบรรจุลงไปในรอยบากของช่องท้องศพระหว่างการทำมัมมี่ ทั้งยังช่วยไขเบาะแสเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานะทางสังคมของมัมมี่ได้ว่าไม่ใช่คนในราชวงศ์ แต่เป็นคนระดับบนของสังคม เพราะมีการประดับแร่ธาตุบริสุทธิ์นั่นเอง

จากการศึกษาพบว่าเด็กหญิงวัย 5 ขงบคนนี้ ไม่ได้จบชีวิตลงด้วยความรุนแรง เพราะตามร่างกายไม่พบร่องรอยของการได้รับบาดเจ็บที่โครงกระดูก แต่ทั้งนี้ก็ยังไม่ทราบสาเหตุของการตายเช่นกัน

คณะนักวิจัยและผูู้เชี่ยวชาญ
คณะนักวิจัยและผูู้เชี่ยวชาญ ภาพจาก : www.khaosod.co.th

ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าเทคนิคที่คิดค้นขึ้นมานี้สามารถใช้ศึกษามัมมี่เพิ่มเติมได้จริง ซึ่งจะเป็นเบาะแสสำคัญเกี่ยวกับวัตถุที่ฝังอยู่ข้างมัมมี่โบราณ โดยที่จะทำการศึกษาแบบไม่จำเป็นต้อวรบกวนและยุ่งกับศพอีกต่อไป

นอกจากจะต้องไม่ต้องยุ่งหรือสัมผัสกับซากของมัมมี่แล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคที่อาจมาจากตัวมัมมี่ได้อีกด้วย ถือว่าเป็นอีกหนึ่งการคิดค้นที่น่ายกย่องมากจริง ๆ

ขอบคุณข้อมูล : Khaosod