Categories
News

กองทัพเมียนมาปล่อยตัวนักการเมือง แต่ยังไร้เงา ‘อองซาน ซูจี’

พล.อ.มิน อ่อง หล่าย ยืนยันรัฐประหารคือความ ‘จำเป็น’

ซึ่งเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2564 ที่ผ่านมา สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานจากกรุงเนปิดอว์ว่า พล.อ.มิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดเมียนมา ได้กล่าวต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมียนมาชุดใหม่ ในกรุงเนปิดอว์ ว่า “แม้ทัตมาดอว์ (กองทัพเมียนมา) จะเรียกร้องหลายครั้งให้มีการตรวจสอบการทุจริตการเลือกตั้งแห่งชาติ เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน ของปีที่แล้ว แต่ก็ไม่ได้รับการตอบสนองจากคณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งชาติ ดังนั้นการรัฐประหารจึงไม่มีทางเลี่ยง เพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ”

กองทัพเมียนมาปล่อยตัวนักการเมือง แต่ยังไร้เงา ‘อองซาน ซูจี’
กองทัพเมียนมาปล่อยตัวนักการเมือง แต่ยังไร้เงา ‘อองซาน ซูจี’ : www.bbc.com

นอกจากนี้ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ยังกล่าวอีกว่า ทัตมาดอว์จำเป็นต้องควบคุมดูแลประเทศ จนกว่าจะมีการเลือกตั้งรัฐบาลชุดใหม่ และในช่วงเวลา 1 ปี ภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินนับจากนี้ การเลือกตั้งและการต่อสู้กับการระบาดของโควิด-19 จะเป็นภารกิจหลักเร่งด่วนของการรัฐประหาร

ทางด้านนายจี โต สมาชิกคณะกรรมการบริหาร พรรคสันนิบาติแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) ได้เผยผ่านทาง Facebook ในวันเดียวกันว่า เขาได้รับทราบข่าวว่านางออง ซาน ซูจี ผู้นำคนสำคัญของเอ็นแอลดี ยังสบายดีอยู่ในสถานที่ควบคุมของกองทัพ แต่ยังไม่ทรายว่าเป็นที่ใด ส่วนส.ส.เอ็นแอลดีหลายคนก็ได้ถูกทหารควบคุมตัวหลังจากยึดอำนาจไปเมื่อช่างเช้าเช่นกัน

ซึ่งล่าสุดวันนี้ (3 กุมภาพันธ์ 2564) สำนักข่าวต่างประเทศได้รายงานจากกรุงเนปิดอว์ ประเทศเมียนมา ว่า กองทัพเมียนมาได้เริ่ม ‘อนุญาต’ ให้บรรดามุขมนตรี และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลท้องถิ่น ที่ถูกควบคุมตัวเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา สามารถเดินทางออกจากสถานที่ควบคุมตัวของกองทัพได้แล้ว

กองทัพเมียนมาปล่อยตัวนักการเมือง แต่ยังไร้เงา ‘อองซาน ซูจี’
กองทัพเมียนมาปล่อยตัวนักการเมือง แต่ยังไร้เงา ‘อองซาน ซูจี’ : www.bbc.com

ขณะเดียวกันว่าที่สมาชิกรัฐสภาซึ่งได้รับการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2563 ก็ได้รับการปล่อยตัว ‘เกือบทั้งหมด’ ทั้งนี้ ยกเว้นสมาชิกระดับแกนนำของพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) รวมไปถึงนางออง ซาน ซูจี และอดีตประธานาธิบดีวิน มยินต์ ยังไม่ได้รับการปล่อยตัว และแม้ว่าจะมีบางแหล่งข่าวยืนยันว่านางออง ซาน ซูจีจะสบายดี แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีใครสามารถยืนยันได้อย่างชัดเจนว่าบุคคลเหล่านี้จะอยู่ที่ใด และมีสภาพเป็นอย่างไรกันแน่

ด้าน พล.อ.มิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดและผู้นำสูงสุดแห่งเมียนมา กล่าวว่ารัฐบาลทหารให้ความสำคัญสูงสุด กับการจัดการเลือกตั้งในครั้งใหม่ หลังครบกำหนดบังคับใช้คำสั่งสถานการณ์ฉุกเฉินนาน 1 ปี และการควบคุมวิกฤติโรคระบาดโควิด-19 อย่างไรก็ตามพล.อ.มิน อ่อง หล่าย ยังไม่ได้ให้ความเห็นอย่างเป็นทางการต่อกระการแสดงอารยะขัดขืนของประชาชนบางส่วน รวมไปถึงบุคลากรทางการแพทย์ ที่คัดค้านการก่อรัฐประหารในครั้งนี้ที่กองทัพยืนยันว่ามี ‘ความเป็นจำ’

กองทัพเมียนมาปล่อยตัวนักการเมือง แต่ยังไร้เงา ‘อองซาน ซูจี
กองทัพเมียนมาปล่อยตัวนักการเมือง แต่ยังไร้เงา ‘อองซาน ซูจี’ : www.bbc.com

ทั้งนี้ หากสถานการณ์จะเป็นอย่างไรต่อไป ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนจะเป็นไปไหนทิศทางไหน หากมีการอัปเดตทางเราจะรีบนำข่าวสารมาแจ้งทุกท่านทันที

ขอบคุณข้อมูลจาก : เดลินิวส์

Categories
News

มาริลีน แมนสัน ศิลปินร็อกถูกปลดจากค่ายเพลง หลังถูกแฉทำร้ายร่างกายแฟนสาว

จุดจบสายโหด มาริลีน แมนสัน ถูกปลดจากค่ายเพลงแล้ว!

เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา เอแวน เรเชล วู้ด นักแสดงหญิงจากซีรีส์เรื่องดัง Westworld ได้โพสต์อินสตาแกรมส่วนตัวเกี่ยวกับช่วงเวลาอันเลวร้าย โดยเนื้อหาได้กล่าวถึงช่วงเวลาที่คบหากับ มาริลีน แมนสัน ศิลปินร็อกชื่อดังเมื่อหลายปีก่อน ว่าเขาพยายามควบคุมเธอตั้งแต่สมัยที่เธอยังเป็นวัยรุ่น รวมทั้งทำร้ายร่างกายและจิตใจอย่างแสนสาหัสเป็นเวลาหลายปี

ฉันถูกล้างสมองและถูกปั่นหัวจนตกเป็นเหยื่อ ตอนนี้ฉันเบื่อที่จะต้องกลัวการถูกแก้แค้น ถูกใส่ร้าย หรือถูกแบล็กเมล์ ฉันอยากจะเปิดโปงคนอันตรายคนนี้ต่อคนในวงการที่เคยช่วยเหลือเขา ก่อนที่เขาจะทำลายชีวิตคนอื่นต่อไป” วู้ดกล่าว

มาริลีน แมนสัน ศิลปินร็อกถูกปลดจากค่ายเพลง หลังถูกแฉทำร้ายร่างกายแฟนสาว
มาริลีน แมนสัน ศิลปินร็อกถูกปลดจากค่ายเพลง : www.sanook.com

หลังจากที่วู้ดได้โพสต์เรื่องราวดังกล่าว ก็มีผู้หญิงอีกอย่างน้อย 4 คน ออกมาแชร์ประสบการณ์อันเลวร้ายที่เกิดขึ้นโดยฝีมือของแมนสัน ซึ่งหลายคนมีภาวะเครียดหลังจากประสบเหตุการณ์กระทบกระเทือนจิตใจ (PTSD) และเป็นโรคทางจิตเวชต่าง ๆ

โดยเหยื่อรายหนึ่งระบุว่า หลังจากที่หลุดพ้นจากแมนสัน เธอยังคงได้ยินข่าวฉาวเกี่ยวกับอดีตแฟนหนุ่ม เธอไม่อาจทนให้เรื่องเลวร้ายนี้เกิดขึ้นกับคนอื่น ๆ และแมนสันต้องรับผิดชอบกับการกระทำของเขา

มาริลีน แมนสัน เริ่มคบหาดูใจกับเอแวน เรเชล วู้ด ในปี 2006 ขณะที่วู้ดมีอายุเพียง 18 ปี โดยมีกระแสข่าวกอสสิปถึงความสัมพันธ์รัก ๆ เลิก ๆ เนื่องจากทั้งคู่มีอายุห่างกันถึง 18 ปี และเมื่อต้นปี 2018 วู้ดได้เปิดเผยถึงประสบการณ์การตกเป็นเหยื่อความรุนแรงในครอบครัวและการคุกคามทางเพศต่อสภาคองเกรส ในฐานะส่วนหนึ่งของความพยายามในการขับเคลื่อนกฎหมายว่าด้วยสิทธิของผู้รอดชีวิตจากความรุนแรงทางเพศ ที่จะบังคับใช้ใน 50 รัฐ

และแม้ว่าในวันนั้น วู้ดไม่ได้เปิดเผยชื่อของผู้ที่กระทำความรุนแรงต่อเธอ แต่แฟน ๆ หลายคนมองว่าเธอหมายถึงแมนสัน แฟนหนุ่มของเธออย่างแน่นอน

มาริลีน แมนสัน ศิลปินร็อกถูกปลดจากค่ายเพลง หลังถูกแฉทำร้ายร่างกายแฟนสาว
มาริลีน แมนสัน ศิลปินร็อกถูกปลดจากค่ายเพลง : www.music.mthai.com

มาริลีน แมนสัน หรือชื่อจริงว่า ไบรอัน วอร์เนอร์ อายุ 52 ปี เขาเป็นนักแสดงและนักดนตรีร็อก ที่ขึ้นชื่อเรื่องเนื้อหาที่รุนแรง ว่าด้วยการข่มขืนและการฆาตกรรม แมนสันเคยมีประวัติเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางเพศเมื่อปี 2011 และยังเคยถูกกล่าวหาว่าคุกคามทางเพศและเหยียดเชื้อชาตินักแสดงชาวเอเชีย รวมทั้งทำอนาจารผู้ชาย 2 คน เมื่อช่วงต้นปี 2000 ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ในปี 2009 แมนสันได้ให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Spin ว่าเขาจินตนาการถึงการใช้ค้อนทุบหัววู้ด แฟนสาวของเขาในขณะนั้น ทว่าทีมพีอาร์ของเขากลับแก้ข่าวว่า ‘เป็นเพียงการสร้างกระแสโปรโมตเพลงใหม่เท่านั้น ไม่ใช่เรื่องจริง’

หลังจากที่ถูกเปิดโปงพฤติกรรม แมนสันถูกปลดออกจากการเป็นศิลปินในสังกัด Loma Vista Recordings โดยในแถลงการณ์ของต้นสังกัดระบุว่า จะไม่มีการโปรโมทอัลบั้มล่าสุดของศิลปินผู้นี้ รวมทั้งจะไม่มีการร่วมงานในอนาคต ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะมีแถลงการณ์จาก Loma Vista Recordings อย่างเป็นทางการ ชื่อเพจของแมนสันได้ถูกลบออกจากเว็บไซต์ของค่าย ส่วนซีรีส์ Creepshow ที่แมนสันจะร่วมแสดงในซีซั่นต่อไป ก็มีการยืนยันแล้วว่าจะมีการเปลี่ยนตัวนักแสดงในบทของแมนสันทันที

ข้อมูลจาก : Sanook

Categories
News

ธารน้ำแข็งของพันสายของจีน เริ่มละลายเพราะภาวะโลกร้อน!

ถือว่าเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่น่าจับตามองมากในขณะนี้ เพราะทาง BBC ได้มีการรายงานว่า ธารน้ำแข็งหลายพันสายในประเทศจีน กำลังจะละลายหายไป เพราะโลกได้มีการเปลี่ยนแปลงทางด้านสภาพภูมิอากาศ

ภาพโดรนมุมสูงของธารน้ำแข็งในประเทศจีน
ภาพโดรนมุมสูงของธารน้ำแข็งในประเทศจีน

โดยภาพนี้เป็นภาพถ่ายมุมสูงจากโดรน ซึ่งเผยให้เห็นว่า ธารน้ำแข็งหลายพันสายในเทือกเขาฉีเหลียน ที่ตั้งอยู่บริเวณภาคตะวันตกเฉียงเหนือของจีน กำลังจะละลายหายไปเนื่องจากสภาพอากาศที่มีการแปรปรวนอย่างหนัก โดยเทือกเขาฉีเหลียนตั้งอยู่ในเขตรอยต่อระหว่างมณฑลกานซูกับมณฑลชิงไห่ มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเลกว่า 4,000 เมตร และมีธารน้ำแข็งรวมแล้วกว่า 3,000 สาย

ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ ระบุว่า ธารน้ำแข็งคดเคี้ยวที่มีความยาวราว 800 กิโลเมตร ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่หลงเหลือมาจากยุคน้ำแข็ง แต่ในขณะนี้เริ่มละลายหายไปทีละน้อย และมีโอกาสที่ธารน้ำแข็งเหล่านี้จะละลายหายไปตลอดกาล โดยผลการสำรวจของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มีการระบุเอาไว้ว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของท้องถิ่นจะสูงขึ้น 1.5 องศาเซลเซียส นับตั้งแต่ทศตวรรษที่ 1950

น้ำแข็งของจีนเริ่มละลายลงมาเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ในช่วง 60 ปี ที่ผ่านมา
น้ำแข็งของจีนเริ่มละลายลงมาเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ในช่วง 60 ปี ที่ผ่านมา

และทีมนักวิทยาศาสตร์จากสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์ประเทศจีน ได้เฝ้าดูตำแหน่งการละลายและถอยร่นของธารน้ำแข็ง ซึ่งธารน้ำแข็งมีการถอยร่นมากกว่า 150 เมตร ถือเป็นการหดตัวที่เล็กลงในอัตราความเร็วที่น่าตกใจ และด้วยเหตุนี้จึงทำให้น้ำแข็งที่ละลายได้ไหลลงสู่พื้นเบื้องล่างเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ในช่วง 60 ปีที่ผ่านมา

ความเปลี่ยนแปลงของธารน้ำแข็งประเทศไอซ์แลนด์
ความเปลี่ยนแปลงของธารน้ำแข็งประเทศไอซ์แลนด์

ขณะเดียวกันที่ประเทศไอซ์แลนด์ น้ำแข็งปริมาณมหาศาลก็กำลังจะละลายหายไปจากธารน้ำแข็งแห่งใหญ่หลายแห่ง ซึ่งภาพด้านบนเป็นภาพเปรียบเทียบของธารน้ำแข็งในช่วงคริสต์ทศวรรษที่ 1980 กับปัจจุบัน ซึ่งทางทีมงานจากมหาวิทยาลัยดันดี ของสกอตแลนด์ และมหาวิทยาลัยไอซ์แลนด์ได้ทำชุดภาพเปรียบเทียบความแตกต่างของธารน้ำแข็งใน 2 ยุค แบบ 3 มิติขึ้นมา เพื่อเปรียบให้เห็นชัด ๆ ว่า ธารน้ำแข็งได้ละลายหายรวดเร็วเพียงใด

ในฤดูร้อนที่ผ่านมา ชาวไอซ์แลนด์ได้รวมตัวกันเพื่อแสดงความอาลัยต่อการสูญเสียน้ำแข็งโอคเยอคูลล์ (Heinabergsjökull) ซึ่งเป็นธารน้ำแข็งแห่งแรกของไอซ์แลนด์ที่สูญเสียสถานะธารน้ำแข็งไป เพราะน้ำแข็งมีความบางเกินกว่าจะเคลื่อนตัวต่อไปได้

ภาพธารน้ำแข็ง Heinabergsjökull ที่ถ่ายจากโดรนในปี 2019
ภาพธารน้ำแข็ง Heinabergsjökull ที่ถ่ายจากโดรนในปี 2019

ซึ่งปัญหาธารน้ำแข็งละลายถือเป็นปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ใหญ่ระดับโลก โดยทางคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้มีการเผยแพร่รายงานฉบับล่าสุดว่า ภายในปี 2100 ธารน้ำแข็งขนาดเล็กในแถบยุโรป ,แอฟริกา ,เทือกเขาแอนดีส และอินโดนีเซีย อาจจะสูญเสียปริมาณน้ำแข็งไปกว่า 80% ของระดับน้ำในปัจจุบัน หากยังมีการปล่อยปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาในระดับที่สูงอยู่

ที่สำคัญ IPPC ยังบอกเพิ่มเติมอีกว่า หากธารน้ำแข็งมีการละลายจริงก็จะส่งผลทำให้ระดับน้ำทะเลมีปริมาณที่เพิ่มสูงขึ้น และจะส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อประชาชนนับล้าน

ขอบคุณข้อมูล : BBC NEWS ไทย 

ขอบคุณภาพจาก : สำนักงานสำรวจที่ดินแห่งชาติไอซ์แลนด์ และ ดร.เคียรัน แบ็กซ์เตอร์ จากมหาวิทยาลัยดันดี

Categories
News

ชนเผ่าชูมาช ใช้ดอกลำโพงเป็นสารประสาทหลอนในพิธีกรรมเมื่อ 500 ปีก่อน  

เชื่อได้เลยว่าหลายคนคงต้องคุ้นกับสัญลักษณ์สีแดงที่ปรากฏบนเพดานของ ‘ถ้ำกังกัน’ (Pinwheel Cave) ที่ตั้งอยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนียอย่างแน่นอน ซึ่งหลายคนคงจะกำลังจินตนาการว่ามันเป็นกังหันสีแดงที่คล้ายกับการกำลังหมุนอยู่ แต่สิ่งนี้อาจจะไม่ใช่กังหันแบบที่คุณคิดอีกต่อไป เพราะมันเป็นรูปของดอกลำโพงขณะที่กำลังแย้มบาน และดอกลำโพงนี้ถือเป็นดอกไม้ชนิดที่ใช้เป็นสารหลอนประสาทในพิธีกรรมบางอย่างชองชนพื้นเมืองอเมริกันมาตั้งแต่ยุคศตวรรษที่ 16

เปรียบเทียบดอกลำโพงกับร่องรอยบนเพด้านถ้ำกังหัน
เปรียบเทียบดอกลำโพงกับร่องรอยบนเพด้านถ้ำกังหัน ภาพจาก : www.khaosod.co.th

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา และในสหราชอาณาจักร ได้มีการตีพิมพ์ผลการศึกษาข้างต้นในวารสาร PNAS ฉบับล่าสุด โดยชี้ว่าได้มีการพบหลักฐานที่ชนเผ่าชูมาช ที่ได้มีการใช้ดอกลำโพง หรือ Datura wrightli หลอนประสาทผู้คนให้เกิดอาการมึนเมาและตกอยู่ในภวังค์ ขณะกำลังประกอบพิธีเปลี่ยนผ่านวัยเด็กเข้าสู่วัยผู้ใหญ่เต็มตัว

ซึ่งจากการศึกษานั้นได้มีการพบกากของดอกลำโพงในลักษณะที่ผ่านการถูกเคี้ยวแล้วคายออกมา แปะอยู่ใกล้กับสัญลักษณ์รูปกังหันบนเพดานถ้ำหลายชิ้น โดยซากดอกไม้เหล่านี้มีอายุเก่าแก่เกือบ 500 ปี ที่ยังคงหลงเหลืออยู่เป็นก้อนลักษณะคล้าย ๆ กับหมากฝรั่ง ที่มีร่องรอยของรอยฟันและส่วนประกอบของน้ำลายปะปนอยู่ด้วย

นอกจากนี้แล้วในผลการวิเคราะห์ยังพบว่ามีสารที่เป็นยาหลอนประสาทชนิด ‘สโคโปลามีน’ และ ‘อะโทรพีน’ ซึ่งพบว่ามันอยู่ฝนดอกลำโพง ทำให้ทีมผู้วิจัยได้ชี้ว่านี่คือหลักฐานโดยตรงชิ้นแรกของโลก สำหรับการบริโภคหรือการนำเอาสารหลอนประสาทเข้าสู่ร่างกายของมนุษย์ที่ชัดเจนที่สุดในยุคโบราณ และยังเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญชิ้นแรก เพราะมันถูกพบในโบราณสถานซึ่งมีร่องรอยงานศิลปะบนก้อนหินอีกด้วย

ดอกลำโพง หรือ Datura wrightli
ดอกลำโพง หรือ Datura wrightli ภาพจาก : www.bbc.com

นักโบราณคดีจากมหาวิทยาลัยเซนทรัลแลงคาเชียร์ของสหราชอาณาจักรซึ่งเป็นผู้นำทีมวิจัย ‘ดร.เดวิด โรบินสัน’ ได้บอกว่า จากหลักฐานที่ค้นพบเพิ่มเติม สามารถทำให้มั่นใจได้ว่าสัญลักษณ์รูปกังหันที่วาดด้วยดินแดงนั้น ไม่ได้สื่อความหมายถึงกังหันลมหรือสัญลักษณ์ทางนามธรรมที่วาดขึ้นจากภาพหลอนที่เห็นในขณะที่หลอนจากสารเสพติดแต่อย่างใด

แต่นี่คือสัญลักษณ์ที่มีการสื่อความหมายของดอกลำโพงตอนกำลังแย้มบานในช่วงเช้าตรู่และช่วงพลบค่ำเพื่อผสมเกสรอย่างตรงตัว ซึ่งในช่วงเวลาที่กล่าวมานี้มีลักษณะรูปทรงคล้ายคลึงกับกังหันลมอย่างมาก

อีกทั้ง ชนเผ่าชูมาชยังได้ใช้ดอกลำโพงเป็นยารักษาโรคหลายชนิด รวมไปถึงใช้เป็นเครื่องรางในการขจัดเป่าสิ่งชั่วร้าย ป้องกันภูตผีปีศาจ และใช้ในการทำนายโชคชะอีกด้วย

และยังมีการคาดการณ์ว่าสัญลักษณ์บนเพดานถ้ำกังหัน ซึ่งมีผู้คนพบครั้งแรกในปี 1999 เป็นภาพที่ช่วยน้อมนำจิตใจของผู้เข้าร่วมพิธีกรรมให้เข้าสู่ภาวะเคลิบเคลิ้ม และในภายในถ้ำบางจุดยังมีสัญลักษณ์นี้ปรากฏเป็นรูปผีเสื้อเหยี่ยว ซึ่งเป็นผีเสื้อกลางคืนที่มักบินเซไปมาหลังจากดูดกินน้ำหวานจากดอกลำโพงอีกด้วยค่ะ

ขอบคุณข้อมูล : BBC NEWS

Categories
COVID-19

ข่าวดี! อินเดียพร้อมขยายโครงการผลิตวัคซีคโควิด-19 ไปยังประเทศอื่น ๆ

อย่างที่ทราบกันว่าในตอนนี้ประเทศอินเดียคือ 1 ใน 3 ของประเทศที่มีผู้ติดเชื้อโควิด-19 มากที่สุดในโลก องค์กรใหญ่ในอินเดียจึงได้ร่วมมือกันทดลองวัคซีนสำหรับป้องกันโรคติดเชื้อโควิด-19 โดยตอนนี้วัคซีนชุดแรกจะผ่านการอนุมัติและได้มีการผลิตออกมาใช้งานอย่างเป็นทางการแล้ว เนื่องจากผลการทดลองระยะสุดท้ายของหลาย ๆ บริษัทได้ผลดีเกิดคาด เช่น 2 บริษัทหุ้นส่วน อย่าง สหรัฐฯ-เยอรมนี ‘ไฟเซอร์และไบโอเอเทค’ ได้ประสิทธิภาพสูงสุดถึง 94.5% และตอนนี้ก็กำลังรอการอนุมัติฉุกเฉิน จากทางการสหรัฐเพื่อใช้สำหรับการฉีดรักษา

อินเดียผลิตวัคซีนป้องกันโควิด-19
อินเดียผลิตวัคซีนป้องกันโควิด-19 : www.apecthai.com/2020/06/30/37057/

และช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา รัฐมนตรีต่างประเทศ 3 ประเทศ ได้แก่ อินเดีย บังกลาเทศ และเมียนมา ได้มีการประชุมหารือเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในเรื่องการร่วมมือกันผลิต จัดสรร และจัดส่งวัคซีนต้านโควิด-19

โดยงานนี้ประเทศอินเดียจะเป็นแกนนำหลักของโครงการ ในฐานะประเทศที่มีความพร้อมมากที่สุด ทั้งในด้านเทคโนโลยีการแพทย์ และเงินสำหรับการลงทุน ซึ่งช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมาก็ได้มีการจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรม 2 แห่ง ที่บังกลาเทศและเมียนมา โดยมีทั้งนักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณธสุขเข้าร่วมประมาณ 90 คน

ซึ่งประเทศอินเดียเป็นประเทศที่ผลิตวัคซีนได้มากกว่า 60% ของทั่วโลก ฉะนั้น ประเทศอินเดียจึงมีความพร้อมที่จะผลิตวัคซีนโควิด-19 ขนานใหญ่ หลังผ่านการอนุมัติตามมาตรฐานสากล

อินเดียผลิตวัคซีนโควิด-19 มากกว่า 60 % ของทั่วโลก
อินเดียผลิตวัคซีนโควิด-19 มากกว่า 60 % ของทั่วโลก : www.itravelroom.com

และประเทศอินเดียก็ได้เดินทางไปยังประเทศต่าง ๆ เช่น บังกลาเทศ เมียนมา เพื่อส่งต่อวัคซีนและทำการทดสอบกับประชาชนภายในประเทศ นอกจากนี้ประเทศอินเดียยังได้รับการร้องขอจากหลาย ๆ ประเทศให้เข้าไปทำการทดสอบวัคซีนกับประชาชนในประเทศอีกด้วย

นอกจากนี้โฆษกเอ็มอีเอ ยังกล่าวอีกว่า หากประเทศอื่น ๆ มีความสนใจ ประเทศอินเดียก็พร้อมจะขยายโครงการผลิตวัคซีนโควิด-19 ไปให้ โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือมนุษยชาติ และอินเดียก็ยังมีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ ที่จะเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมอุณหภูมิ และการเก็บรักษาวัคซีนก่อนการแจกจ่าย

โควิด-19 ในประเทศไทย
โควิด-19 ในประเทศไทย ภาพจาก : www.bbc.com

สำหรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทยนั้น ขณะนี้ยังไม่พบการติดเชื้อภายในประเทศ ซึ่งผู้ติดเชื้อรายใหม่จะเป็นผู้ที่เดินทางกลับมาจากต่างประเทศ และกำลังกักตัวเพื่อดูอาการอยู่สถานกักตัวของรัฐ

นอกจากนี้ภายในประเทศไทยยังได้มีกำหนดการต่อพ.ร.ก.ฉุกเฉินออกไปอีก 45 วัน (แต่เดิมจะสิ้นสุดลงในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2563) เท่ากับว่าพ.ร.ก.ฉุกเฉินจะสิ้นสุดลงในวันที่ 15 มกราคม 2564 เพื่อเป็นกลไกในการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ให้ครอบคลุมไปในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2564 เนื่องจากในช่วงเวลาดังกล่าวนั้นจะมีการเดินทางของคนเป็นจำนวนมาก ทั้งการเดินทางกลับภูมิลำเนาและการเดินทางท่องเที่ยว

แต่ทั้งนี้ก็ต้องรอติดตามกันอีกครั้งว่าหลังจากวันที่ 15 มกราคม 2564 ทางศบค. จะมีกำหนดการต่อพ.ร.ก.ฉุกเฉินออกไปอีกหรือไม่ค่ะ

ขอบคุณข้อมูล : Promotions.co.th และ dailynews

Categories
News

เทคนิคส่องมัมมี่โบราณแบบไม่ต้องเปิดออก ด้วยซีทีสแกนและรังสีเอกซ์

เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2563 ที่ผ่านมา CNN ได้มีการรายงานว่า คณะนักวิทยาศาสตร์ได้คิดค้นเทคนิคใหม่ที่ช่วยไขเบาะแสเกี่ยวกับมัมมี่อียิปต์ในยุคโรมัน ซึ่งมีอายุเก่าแก่กว่า 1,900 ปี ที่มีการค้นพบในเขตโบราณสถานฮาวาราของประเทศอียิปต์

โดยเทคนิคนี้ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของเทคโนโลยีเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือ ซีที (Computed tomography:CT) และการเลี้ยวเบนของรังสีเอกซ์ (X-ray diffraction) จึงไม่มีความจำเป็นจะต้องแตะต้องหรือเปิดโบราณวัตถุออกแต่อย่างใด ซึ่งเทคนิคพิเศษนี้จะมีความแตกต่างจากการใช้รังสีเอกซ์ถ่ายภาพโดยไม่ล้วงล้ำเข้าสู่มัมมี่เหมือนที่ผ่านมา

เทคนิคส่องมัมมี่ ด้วยซีทีสแกนและรังสีเอกซ์
เทคนิคส่องมัมมี่ ด้วยซีทีสแกนและรังสีเอกซ์ ภาพจาก : www.khaosod.co.th

ในวารสารวิทยาศาสตร์ราชสมาคม (Journal of the Royal Society) ของประเทศอังกฤษได้มีการตีพิมพ์การค้นพบดังกล่าวเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2563 ซึ่งเป็นของคณะนักวิจัยอเมริกันจากมหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์น ร่วมกันกับห้องปฏิบัติการแห่งชาติอาร์กอนน์ และมหาวิทยาลัยแห่งรัฐเมโทรโพลิแทนเดนเวอร์ ได้มีการอธิบายการใช้งานร่วมกันระหว่างซีทีสแกนและการเลี้ยวเบนของรังสีเอกซ์

โดยนักวิจัยจากโรงเรียนการแพทย์ไฟน์เบิร์ก มหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์น ‘สจ๊วต สต๊อก’ ซึ่งเป็นผู้นำในการเขียนการศึกษานี้ ได้กล่าว่า ผู้เชี่ยวชาญใช้ลำแสงรังสีเอกซ์ ที่มีขนาดเล็กกว่าเส้นผ่านศูนย์กลางของเส้นมนุษย์ ส่องเข้าไปในมัมมี่ ที่ได้มีการสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นเด็กหญิงวัย 5 ขวบ เพื่อระบุวัตถุภายในห่อผ้าของโบราณวัตถุ และได้ใช้ซีทีสแกนสร้างแผนผังส่วนประกอบของมัมมี่ ซึ่งรังสีเอกซ์ช่วยให้คณะนักวิจัยได้สิ่งที่มีลักษณะเหมือนกับลายนิ้วมือ ที่มีลักษณะเฉพาะของวัตถุโบราณ และพบแคลเซียมคาร์บอเนตบริสุทธิ์มาก ๆ ในมัมมี่ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ทำให้คณะวิจัยอึ้งไปตาม ๆ กัน

มัมมี่เด็กหญิงวัย 5 ขวบ ที่ถูกค้นพบ
มัมมี่เด็กหญิงวัย 5 ขวบ ที่ถูกค้นพบ ภาพจาก : www.khaosod.co.th

นอกจากนี้สต๊อกยังได้กล่าวต่อว่า ชิ้นส่วนดังกล่าวมีรูปร่างเหมาะสมกับ แมลงปีกแข็ง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งการเกิดใหม่ ซึ่วตามประเพณีโบราณจะมีการบรรจุลงไปในรอยบากของช่องท้องศพระหว่างการทำมัมมี่ ทั้งยังช่วยไขเบาะแสเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานะทางสังคมของมัมมี่ได้ว่าไม่ใช่คนในราชวงศ์ แต่เป็นคนระดับบนของสังคม เพราะมีการประดับแร่ธาตุบริสุทธิ์นั่นเอง

จากการศึกษาพบว่าเด็กหญิงวัย 5 ขงบคนนี้ ไม่ได้จบชีวิตลงด้วยความรุนแรง เพราะตามร่างกายไม่พบร่องรอยของการได้รับบาดเจ็บที่โครงกระดูก แต่ทั้งนี้ก็ยังไม่ทราบสาเหตุของการตายเช่นกัน

คณะนักวิจัยและผูู้เชี่ยวชาญ
คณะนักวิจัยและผูู้เชี่ยวชาญ ภาพจาก : www.khaosod.co.th

ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าเทคนิคที่คิดค้นขึ้นมานี้สามารถใช้ศึกษามัมมี่เพิ่มเติมได้จริง ซึ่งจะเป็นเบาะแสสำคัญเกี่ยวกับวัตถุที่ฝังอยู่ข้างมัมมี่โบราณ โดยที่จะทำการศึกษาแบบไม่จำเป็นต้อวรบกวนและยุ่งกับศพอีกต่อไป

นอกจากจะต้องไม่ต้องยุ่งหรือสัมผัสกับซากของมัมมี่แล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคที่อาจมาจากตัวมัมมี่ได้อีกด้วย ถือว่าเป็นอีกหนึ่งการคิดค้นที่น่ายกย่องมากจริง ๆ

ขอบคุณข้อมูล : Khaosod

Categories
News

หนุ่มอินโดสุดช้ำ ไม่ได้เงิน 56 ล้านบาท จากอุกกาบาตตามที่คาดเอาไว้!

ทุกคนเคยวาดความฝันไว้หรือไม่คะ ว่าวันนึงจะมีโชคใหญ่หล่นลงมาทับบ้านของเราจริง ๆ โดยเรื่องนี้ได้เกิดขึ้นแล้วกับหนุ่มทำโลงศพชาวอินโดนีเซีย วัย 33 ปี เขามีชื่อว่า ‘โจชัว ฮุทากาลุง’ อาศัยอยู่ในทางตอนเหนือของเกาะสุมาตรา โดยเขาเล่าว่าขณะที่กำลังต่อโลงศพอยู่นั้น จู่ ๆ ก็มีหินอุกกาบาตพุ่งทะยานลงมาที่ระเบียงห้องนั่งเล่น โดยหินนั้นมีมูลค่ามากถึง 56 ล้านบาท แต่นั่นกลับกลายเป็นเรื่องเข้าใจผิด

ซึ่งล่าสุด หนุ่มอินโดฯคนนี้ ได้ออกมาบอกกับหนังสือพิมพ์เดอะสตาร์ของมาเลเซียว่า ตอนนั้นเขาได้ขายมันไปแค่ 200 ล้านรูเปียห์หรือประมาณ 14,000 ดอลลาร์ (เทียบกับเงินไทยประมาณ 425,782 บาท)

โจชัวและคอลลินส์
โจชัวและคอลลินส์ถ่ายภาพขณะรับซื้ออุกกาบาต ภาพจาก : www.khaosod.co.th

โดยย้อนไปเมื่อเหตุการณ์อุกกาบาตตกในครั้งนี้ จะอยู่ในช่วงราว ๆ เดือนสิงหาคม ซึ่งขณะนั้นทั่วโลกได้หยุดชะงักการเดินทางเพราะสถานการณ์โควิด-19 แพร่ระบาดอย่างหนัก ‘จาเร็ด คอลลินส์’ ชาวอเมริกันที่อาศัยอยู่ในอินโดนีเซีย ได้รับการติดต่อจากนักสะสมที่หลงใหลอุกกาบาตในสหรัฐฯ ให้เดินทางไปติดต่อซื้อกับโจชัว

เมื่อคอลลินส์เดินทางไปถึงก็ตกลงซื้อขายกันด้วยความยุติธรรม และเมื่อไม่นานนักข่าวก็เริ่มตีมูลค่าของอุกกาบาตชิ้นนั้นในตัวเลขที่สูงขึ้น ด้วยเหตุนี้จึงทำให้โจชัวออกมาแสดงความไม่พอใจต่อสื่อ และเกิดความรู้สึกว่าถูกโกง เพราะหลายสื่อระบุว่าเขาจะได้เงินจำนวน 56 ล้านบาทจากอุกกาบาตดังกล่าว

ลอเรนซ์ การ์วี ศาสตราจารย์ผู้วิจัยด้านการสำรวจโลกและอวกาศ แห่งมหาวิทยาลัยแอริโซนา ได้กล่าวกับสำนักข่าว BBC ว่า เขาเองได้เห็นเรื่องทำนองนี้มาหลายครั้ง มีคนพบอุกกาบาตและเทียบราคาจากชิ้นส่วนเล็ก ๆ ที่เจอ และเหมารวมว่าชิ้นใหญ่เท่ากับการนำชิ้นเล็กมาต่อรวม ๆ กัน แล้วจะยิ่งทำให้มีมูลค่าหลายล้าน ผู้หลงใหลในการเป็นเจ้าของสิ่งที่มาจากอวกาศ อาจจะมีคนยอมจ่ายเงินร้อยหรือพันดอลลาห์เพื่อให้ได้รับชิ้นส่วนเล็ก ๆ แต่ไม่มีใครยอมจ่ายเงินหลายล้านเพื่อให้ได้หินขนาดใหญ่ และอันที่จริงยิ่งก้อนใหญ่มากเท่าไหร่ ราคาก็จะลดลงด้วยซ้ำ

อุกกาบาตที่ตกมาที่บ้านของโจชัว
อุกกาบาตที่ตกมาที่บ้านของโจชัว ภาพจาก : www.khaosod.co.th

นอกจากนี้แล้ว เจสัน สกอตต์ แฮร์ริน  จาก Earth Observatory Singapore ได้อธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับกรณีนี้ว่า อุกกาบาตชิ้นนี้เป็นเศษซากของระบบสุริยะยุคแรก โดยอาจจะมีข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนการก่อตัวของดาวเคราะห์ได้

ทั้งยังมีทฤษฎีกล่าวอีกว่า อุกกาบาตชิ้นนี้มีสารประกอบอินทรีย์ เมื่อพุ่งชนโลกอาจจะทำให้เกิดสิ่งมีชีวิตบนโลก นั่นหมายความว่าอุกกาบาตของโจชัวอาจจะมีเบาะแสของการกำเนิดสิ่งมีชีวิตบนโลกของเราได้ ก็เท่ากับว่ามูลค่าของอุกกาบาตไม่อาจวัดเป็นตัวเงินได้ ทั้งยังเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผู้หลงใหลอุกกาบาตยอมจ่ายเงินเพื่อให้ได้อุกกาบาตชิ้นนี้ไปครอบครอง

ทั้งนี้ ก็เท่ากับว่าเงินที่โจชัวได้ก็อาจจะมีความสมน้ำสมเนื้ออยู่แล้ว คราวนี้ก็คงต้องรอดูกันต่อไปว่าผลลัพธ์ของอุกกาบาตตกในครั้งนี้จะเป็นอย่างไร จะมีสิ่งชีวิตแบบที่คาดการณ์เอาไว้ หรือเป็นแค่เหตุการณ์อุกกาบาตตกธรรมดา

ขอบคุณข้อมูล : msn ข่าว

Categories
COVID-19

โควิด-19 ในเกาหลีใต้พุ่งรอบใหม่ เตรียมยกระดับคุมเข้มอีกรอบ!

สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ถือเป็นสถานการณ์ที่ต้องจับตามองเป็นอย่างมาก ซึ่งสถานการณ์นี้ได้ส่งผลอย่างหนักในช่วงราว ๆ ต้นปี 2563 กระทั่งตอนนี้ระยะเวลาร่วมกว่า 11 เดือน สถานการณ์โควิด-19 จากทั่วโลกก็ยังคงมีการติดเชื้ออยู่ เพราะอัตราของผู้ติดเชื้อในแต่ละวันก็ยังไม่มีท่าทีจะเบาบางลง ยิ่งในเมืองใหญ่ ๆ ที่มีประชากรอยู่อย่างหนาแน่น เช่น ประเทศอินเดีย สหรัฐฯ บราซิล ฯลฯ ด้วยแล้ว จำนวนของผู้ติดเชื้อก็ยังมีจำนวนที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ

และอีกหนึ่งประเทศท่องเที่ยวที่น่าเป็นห่วงมากในช่วงนี้ ก็คือประเทศเกาหลีใต้ โดยทางศูนย์ควบคุมโรคประเทศเกาหลีใต้ได้มีการแถลงและยืนยันว่าวันนี้มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 349 คน ซึ่งจำนวน 320 คนเป็นการติดเชื้อภายในประเทศ ทำให้ตอนนี้ประเทศเกาหลีใต้มีผู้ติดเชื้อสะสมเพิ่มเป็น 31,353 คน

โควิด -19 ในเกาหลีใต้พุ่งสูงอีกรอบ
โควิด -19 ในเกาหลีใต้พุ่งสูงอีกรอบ ภาพจาก : www.posttoday.com/world/615797

ด้านเจ้าหน้าที่สาธารณะสุข ได้ออกเตือนว่า ประเทศเกาหลีใต้อาจเดินทางเข้าสู่การระบาดระลอกสาม เนื่องจากประชาชนเริ่มมีการพบปะสังสรรค์ ไปโรงบาลหรือสวนสาธารณะกันมากขึ้น จึงได้มีการเรียกร้องให้รัฐบาลเพิ่มมาตรการป้องกันให้เข้มงวดกว่าเดิม

ซึ่งสถานการณ์โควิด-19 นี้ ได้ส่งผลกระทบต่อประเทศเกาหลีใต้อย่างหนัก โดยร้านอาหารแบบนั่งรับประทานจะเปิดให้บริการไม่เกิน 21.00 น. แต่ยังสามารถซื้อกลับบ้านหรือใช้การขนส่งอาหารแบบเดลิเวอรี่ได้ การจัดงานสำคัญต่าง ๆ เช่น พิธีแต่งงานหรือพิธีศพสามารถจัดได้ แต่ต้องมีเข้าร่วมไม่เกิน 100 คน ส่วนพิธีกรรมทางศาสนาอื่น ๆ จะต้องมีผู้เข้าร่วมไม่เกิน 20% ของความจุของสถานที่

โควิด-19 ในเกาหลีใต้พุ่งรอบใหม่
โควิด-19 ในเกาหลีใต้พุ่งรอบใหม่ ภาพจาก : www.thairath.co.th/scoop/1845334

การจัดการแสดงมโหรสพหรืองานคอนเสิร์ต จะต้องจัดที่นั่งแบบเว้นระยะห่าง และห้ามมีการนำเครื่องดื่มหรืออาหารเข้าไปรับประทานเด็ดขาด

ส่วนธุรกิจที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักเลยคือผับ บาร์ หรือสถานบันเทิง เพราะจะต้องปิดให้บริการแบบไม่มีกำหนด ส่วนร้านกาแฟลูกค้าสามารถที่จะซื้อกลับบ้านได้ แต่ไม่อนุญาตให้นั่งดื่มที่ร้าน ฉะนั้น แบรนด์ร้านกาแฟที่ไม่ได้มีชื่อเสียงมากนักจึงได้รับผลกระทบในเรื่องนี้อย่างหนักไม่แพ้ธุรกิจอื่น ๆ

สำหรับสถานศึกษาต่าง ๆ ทั้งโรงเรียนและมหาวิทยาลัย จะรักษาจำนวนของนักเรียนที่เข้าเรียนในแต่ละชั้นไว้ที่ 1 ใน 3 ส่วนนักเรียนระดับมัธยมจะมีการจำกัดอยู่ที่ 2 ใน 3

เกาหลีใต้สั่งคุมเข้ม โควิด-19 อีกรอบ
เกาหลีใต้สั่งคุมเข้ม โควิด-19 อีกรอบ ภาพจาก : www.thairath.co.th/scoop/1845334

สำหรับในประเทศไทยแม้ว่าในช่วงนี้จะยังไม่พบการติดเชื้อโควิด-19 ภายในประเทศ แต่ทั้งนี้คนไทยก็ยังคงต้องเฝ้าระวังดังเดิม สวมหน้ากากอนามัย หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสิ่งของสาธารณะ และเว้นระยะห่างทางสังคมให้มากที่สุด เพื่อไม่ให้ประเทศไทยมีผู้ติดเชื้ออีกรอบนั่นเองค่ะ

ขอบคุณข้อมูล : MSN.COM

Categories
Uncategorized

Hello world!

Welcome to WordPress. This is your first post. Edit or delete it, then start writing!