Categories
News

ชนเผ่าชูมาช ใช้ดอกลำโพงเป็นสารประสาทหลอนในพิธีกรรมเมื่อ 500 ปีก่อน  

เชื่อได้เลยว่าหลายคนคงต้องคุ้นกับสัญลักษณ์สีแดงที่ปรากฏบนเพดานของ ‘ถ้ำกังกัน’ (Pinwheel Cave) ที่ตั้งอยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนียอย่างแน่นอน ซึ่งหลายคนคงจะกำลังจินตนาการว่ามันเป็นกังหันสีแดงที่คล้ายกับการกำลังหมุนอยู่ แต่สิ่งนี้อาจจะไม่ใช่กังหันแบบที่คุณคิดอีกต่อไป เพราะมันเป็นรูปของดอกลำโพงขณะที่กำลังแย้มบาน และดอกลำโพงนี้ถือเป็นดอกไม้ชนิดที่ใช้เป็นสารหลอนประสาทในพิธีกรรมบางอย่างชองชนพื้นเมืองอเมริกันมาตั้งแต่ยุคศตวรรษที่ 16

เปรียบเทียบดอกลำโพงกับร่องรอยบนเพด้านถ้ำกังหัน
เปรียบเทียบดอกลำโพงกับร่องรอยบนเพด้านถ้ำกังหัน ภาพจาก : www.khaosod.co.th

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา และในสหราชอาณาจักร ได้มีการตีพิมพ์ผลการศึกษาข้างต้นในวารสาร PNAS ฉบับล่าสุด โดยชี้ว่าได้มีการพบหลักฐานที่ชนเผ่าชูมาช ที่ได้มีการใช้ดอกลำโพง หรือ Datura wrightli หลอนประสาทผู้คนให้เกิดอาการมึนเมาและตกอยู่ในภวังค์ ขณะกำลังประกอบพิธีเปลี่ยนผ่านวัยเด็กเข้าสู่วัยผู้ใหญ่เต็มตัว

ซึ่งจากการศึกษานั้นได้มีการพบกากของดอกลำโพงในลักษณะที่ผ่านการถูกเคี้ยวแล้วคายออกมา แปะอยู่ใกล้กับสัญลักษณ์รูปกังหันบนเพดานถ้ำหลายชิ้น โดยซากดอกไม้เหล่านี้มีอายุเก่าแก่เกือบ 500 ปี ที่ยังคงหลงเหลืออยู่เป็นก้อนลักษณะคล้าย ๆ กับหมากฝรั่ง ที่มีร่องรอยของรอยฟันและส่วนประกอบของน้ำลายปะปนอยู่ด้วย

นอกจากนี้แล้วในผลการวิเคราะห์ยังพบว่ามีสารที่เป็นยาหลอนประสาทชนิด ‘สโคโปลามีน’ และ ‘อะโทรพีน’ ซึ่งพบว่ามันอยู่ฝนดอกลำโพง ทำให้ทีมผู้วิจัยได้ชี้ว่านี่คือหลักฐานโดยตรงชิ้นแรกของโลก สำหรับการบริโภคหรือการนำเอาสารหลอนประสาทเข้าสู่ร่างกายของมนุษย์ที่ชัดเจนที่สุดในยุคโบราณ และยังเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญชิ้นแรก เพราะมันถูกพบในโบราณสถานซึ่งมีร่องรอยงานศิลปะบนก้อนหินอีกด้วย

ดอกลำโพง หรือ Datura wrightli
ดอกลำโพง หรือ Datura wrightli ภาพจาก : www.bbc.com

นักโบราณคดีจากมหาวิทยาลัยเซนทรัลแลงคาเชียร์ของสหราชอาณาจักรซึ่งเป็นผู้นำทีมวิจัย ‘ดร.เดวิด โรบินสัน’ ได้บอกว่า จากหลักฐานที่ค้นพบเพิ่มเติม สามารถทำให้มั่นใจได้ว่าสัญลักษณ์รูปกังหันที่วาดด้วยดินแดงนั้น ไม่ได้สื่อความหมายถึงกังหันลมหรือสัญลักษณ์ทางนามธรรมที่วาดขึ้นจากภาพหลอนที่เห็นในขณะที่หลอนจากสารเสพติดแต่อย่างใด

แต่นี่คือสัญลักษณ์ที่มีการสื่อความหมายของดอกลำโพงตอนกำลังแย้มบานในช่วงเช้าตรู่และช่วงพลบค่ำเพื่อผสมเกสรอย่างตรงตัว ซึ่งในช่วงเวลาที่กล่าวมานี้มีลักษณะรูปทรงคล้ายคลึงกับกังหันลมอย่างมาก

อีกทั้ง ชนเผ่าชูมาชยังได้ใช้ดอกลำโพงเป็นยารักษาโรคหลายชนิด รวมไปถึงใช้เป็นเครื่องรางในการขจัดเป่าสิ่งชั่วร้าย ป้องกันภูตผีปีศาจ และใช้ในการทำนายโชคชะอีกด้วย

และยังมีการคาดการณ์ว่าสัญลักษณ์บนเพดานถ้ำกังหัน ซึ่งมีผู้คนพบครั้งแรกในปี 1999 เป็นภาพที่ช่วยน้อมนำจิตใจของผู้เข้าร่วมพิธีกรรมให้เข้าสู่ภาวะเคลิบเคลิ้ม และในภายในถ้ำบางจุดยังมีสัญลักษณ์นี้ปรากฏเป็นรูปผีเสื้อเหยี่ยว ซึ่งเป็นผีเสื้อกลางคืนที่มักบินเซไปมาหลังจากดูดกินน้ำหวานจากดอกลำโพงอีกด้วยค่ะ

ขอบคุณข้อมูล : BBC NEWS

Categories
News

เทคนิคส่องมัมมี่โบราณแบบไม่ต้องเปิดออก ด้วยซีทีสแกนและรังสีเอกซ์

เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2563 ที่ผ่านมา CNN ได้มีการรายงานว่า คณะนักวิทยาศาสตร์ได้คิดค้นเทคนิคใหม่ที่ช่วยไขเบาะแสเกี่ยวกับมัมมี่อียิปต์ในยุคโรมัน ซึ่งมีอายุเก่าแก่กว่า 1,900 ปี ที่มีการค้นพบในเขตโบราณสถานฮาวาราของประเทศอียิปต์

โดยเทคนิคนี้ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของเทคโนโลยีเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือ ซีที (Computed tomography:CT) และการเลี้ยวเบนของรังสีเอกซ์ (X-ray diffraction) จึงไม่มีความจำเป็นจะต้องแตะต้องหรือเปิดโบราณวัตถุออกแต่อย่างใด ซึ่งเทคนิคพิเศษนี้จะมีความแตกต่างจากการใช้รังสีเอกซ์ถ่ายภาพโดยไม่ล้วงล้ำเข้าสู่มัมมี่เหมือนที่ผ่านมา

เทคนิคส่องมัมมี่ ด้วยซีทีสแกนและรังสีเอกซ์
เทคนิคส่องมัมมี่ ด้วยซีทีสแกนและรังสีเอกซ์ ภาพจาก : www.khaosod.co.th

ในวารสารวิทยาศาสตร์ราชสมาคม (Journal of the Royal Society) ของประเทศอังกฤษได้มีการตีพิมพ์การค้นพบดังกล่าวเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2563 ซึ่งเป็นของคณะนักวิจัยอเมริกันจากมหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์น ร่วมกันกับห้องปฏิบัติการแห่งชาติอาร์กอนน์ และมหาวิทยาลัยแห่งรัฐเมโทรโพลิแทนเดนเวอร์ ได้มีการอธิบายการใช้งานร่วมกันระหว่างซีทีสแกนและการเลี้ยวเบนของรังสีเอกซ์

โดยนักวิจัยจากโรงเรียนการแพทย์ไฟน์เบิร์ก มหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์น ‘สจ๊วต สต๊อก’ ซึ่งเป็นผู้นำในการเขียนการศึกษานี้ ได้กล่าว่า ผู้เชี่ยวชาญใช้ลำแสงรังสีเอกซ์ ที่มีขนาดเล็กกว่าเส้นผ่านศูนย์กลางของเส้นมนุษย์ ส่องเข้าไปในมัมมี่ ที่ได้มีการสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นเด็กหญิงวัย 5 ขวบ เพื่อระบุวัตถุภายในห่อผ้าของโบราณวัตถุ และได้ใช้ซีทีสแกนสร้างแผนผังส่วนประกอบของมัมมี่ ซึ่งรังสีเอกซ์ช่วยให้คณะนักวิจัยได้สิ่งที่มีลักษณะเหมือนกับลายนิ้วมือ ที่มีลักษณะเฉพาะของวัตถุโบราณ และพบแคลเซียมคาร์บอเนตบริสุทธิ์มาก ๆ ในมัมมี่ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ทำให้คณะวิจัยอึ้งไปตาม ๆ กัน

มัมมี่เด็กหญิงวัย 5 ขวบ ที่ถูกค้นพบ
มัมมี่เด็กหญิงวัย 5 ขวบ ที่ถูกค้นพบ ภาพจาก : www.khaosod.co.th

นอกจากนี้สต๊อกยังได้กล่าวต่อว่า ชิ้นส่วนดังกล่าวมีรูปร่างเหมาะสมกับ แมลงปีกแข็ง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งการเกิดใหม่ ซึ่วตามประเพณีโบราณจะมีการบรรจุลงไปในรอยบากของช่องท้องศพระหว่างการทำมัมมี่ ทั้งยังช่วยไขเบาะแสเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานะทางสังคมของมัมมี่ได้ว่าไม่ใช่คนในราชวงศ์ แต่เป็นคนระดับบนของสังคม เพราะมีการประดับแร่ธาตุบริสุทธิ์นั่นเอง

จากการศึกษาพบว่าเด็กหญิงวัย 5 ขงบคนนี้ ไม่ได้จบชีวิตลงด้วยความรุนแรง เพราะตามร่างกายไม่พบร่องรอยของการได้รับบาดเจ็บที่โครงกระดูก แต่ทั้งนี้ก็ยังไม่ทราบสาเหตุของการตายเช่นกัน

คณะนักวิจัยและผูู้เชี่ยวชาญ
คณะนักวิจัยและผูู้เชี่ยวชาญ ภาพจาก : www.khaosod.co.th

ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าเทคนิคที่คิดค้นขึ้นมานี้สามารถใช้ศึกษามัมมี่เพิ่มเติมได้จริง ซึ่งจะเป็นเบาะแสสำคัญเกี่ยวกับวัตถุที่ฝังอยู่ข้างมัมมี่โบราณ โดยที่จะทำการศึกษาแบบไม่จำเป็นต้อวรบกวนและยุ่งกับศพอีกต่อไป

นอกจากจะต้องไม่ต้องยุ่งหรือสัมผัสกับซากของมัมมี่แล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคที่อาจมาจากตัวมัมมี่ได้อีกด้วย ถือว่าเป็นอีกหนึ่งการคิดค้นที่น่ายกย่องมากจริง ๆ

ขอบคุณข้อมูล : Khaosod

Categories
News

หนุ่มอินโดสุดช้ำ ไม่ได้เงิน 56 ล้านบาท จากอุกกาบาตตามที่คาดเอาไว้!

ทุกคนเคยวาดความฝันไว้หรือไม่คะ ว่าวันนึงจะมีโชคใหญ่หล่นลงมาทับบ้านของเราจริง ๆ โดยเรื่องนี้ได้เกิดขึ้นแล้วกับหนุ่มทำโลงศพชาวอินโดนีเซีย วัย 33 ปี เขามีชื่อว่า ‘โจชัว ฮุทากาลุง’ อาศัยอยู่ในทางตอนเหนือของเกาะสุมาตรา โดยเขาเล่าว่าขณะที่กำลังต่อโลงศพอยู่นั้น จู่ ๆ ก็มีหินอุกกาบาตพุ่งทะยานลงมาที่ระเบียงห้องนั่งเล่น โดยหินนั้นมีมูลค่ามากถึง 56 ล้านบาท แต่นั่นกลับกลายเป็นเรื่องเข้าใจผิด

ซึ่งล่าสุด หนุ่มอินโดฯคนนี้ ได้ออกมาบอกกับหนังสือพิมพ์เดอะสตาร์ของมาเลเซียว่า ตอนนั้นเขาได้ขายมันไปแค่ 200 ล้านรูเปียห์หรือประมาณ 14,000 ดอลลาร์ (เทียบกับเงินไทยประมาณ 425,782 บาท)

โจชัวและคอลลินส์
โจชัวและคอลลินส์ถ่ายภาพขณะรับซื้ออุกกาบาต ภาพจาก : www.khaosod.co.th

โดยย้อนไปเมื่อเหตุการณ์อุกกาบาตตกในครั้งนี้ จะอยู่ในช่วงราว ๆ เดือนสิงหาคม ซึ่งขณะนั้นทั่วโลกได้หยุดชะงักการเดินทางเพราะสถานการณ์โควิด-19 แพร่ระบาดอย่างหนัก ‘จาเร็ด คอลลินส์’ ชาวอเมริกันที่อาศัยอยู่ในอินโดนีเซีย ได้รับการติดต่อจากนักสะสมที่หลงใหลอุกกาบาตในสหรัฐฯ ให้เดินทางไปติดต่อซื้อกับโจชัว

เมื่อคอลลินส์เดินทางไปถึงก็ตกลงซื้อขายกันด้วยความยุติธรรม และเมื่อไม่นานนักข่าวก็เริ่มตีมูลค่าของอุกกาบาตชิ้นนั้นในตัวเลขที่สูงขึ้น ด้วยเหตุนี้จึงทำให้โจชัวออกมาแสดงความไม่พอใจต่อสื่อ และเกิดความรู้สึกว่าถูกโกง เพราะหลายสื่อระบุว่าเขาจะได้เงินจำนวน 56 ล้านบาทจากอุกกาบาตดังกล่าว

ลอเรนซ์ การ์วี ศาสตราจารย์ผู้วิจัยด้านการสำรวจโลกและอวกาศ แห่งมหาวิทยาลัยแอริโซนา ได้กล่าวกับสำนักข่าว BBC ว่า เขาเองได้เห็นเรื่องทำนองนี้มาหลายครั้ง มีคนพบอุกกาบาตและเทียบราคาจากชิ้นส่วนเล็ก ๆ ที่เจอ และเหมารวมว่าชิ้นใหญ่เท่ากับการนำชิ้นเล็กมาต่อรวม ๆ กัน แล้วจะยิ่งทำให้มีมูลค่าหลายล้าน ผู้หลงใหลในการเป็นเจ้าของสิ่งที่มาจากอวกาศ อาจจะมีคนยอมจ่ายเงินร้อยหรือพันดอลลาห์เพื่อให้ได้รับชิ้นส่วนเล็ก ๆ แต่ไม่มีใครยอมจ่ายเงินหลายล้านเพื่อให้ได้หินขนาดใหญ่ และอันที่จริงยิ่งก้อนใหญ่มากเท่าไหร่ ราคาก็จะลดลงด้วยซ้ำ

อุกกาบาตที่ตกมาที่บ้านของโจชัว
อุกกาบาตที่ตกมาที่บ้านของโจชัว ภาพจาก : www.khaosod.co.th

นอกจากนี้แล้ว เจสัน สกอตต์ แฮร์ริน  จาก Earth Observatory Singapore ได้อธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับกรณีนี้ว่า อุกกาบาตชิ้นนี้เป็นเศษซากของระบบสุริยะยุคแรก โดยอาจจะมีข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนการก่อตัวของดาวเคราะห์ได้

ทั้งยังมีทฤษฎีกล่าวอีกว่า อุกกาบาตชิ้นนี้มีสารประกอบอินทรีย์ เมื่อพุ่งชนโลกอาจจะทำให้เกิดสิ่งมีชีวิตบนโลก นั่นหมายความว่าอุกกาบาตของโจชัวอาจจะมีเบาะแสของการกำเนิดสิ่งมีชีวิตบนโลกของเราได้ ก็เท่ากับว่ามูลค่าของอุกกาบาตไม่อาจวัดเป็นตัวเงินได้ ทั้งยังเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผู้หลงใหลอุกกาบาตยอมจ่ายเงินเพื่อให้ได้อุกกาบาตชิ้นนี้ไปครอบครอง

ทั้งนี้ ก็เท่ากับว่าเงินที่โจชัวได้ก็อาจจะมีความสมน้ำสมเนื้ออยู่แล้ว คราวนี้ก็คงต้องรอดูกันต่อไปว่าผลลัพธ์ของอุกกาบาตตกในครั้งนี้จะเป็นอย่างไร จะมีสิ่งชีวิตแบบที่คาดการณ์เอาไว้ หรือเป็นแค่เหตุการณ์อุกกาบาตตกธรรมดา

ขอบคุณข้อมูล : msn ข่าว